เทพไท เสนพงศ์ แสดงความคิดเห็นกรณีเพจ ‘Godd Dam’ เผยแพร่สลิปอ้างโอนเงิน 7 ล้านบาทเป็น ‘ค่าน้ำชา’ ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนมีการชี้แจงว่าข้อมูลไม่เป็นความจริง ชี้เป็นบทเรียนสำคัญถึงนักการเมืองและนักเคลื่อนไหว ต้องยึดหลัก ‘ชัวร์ก่อนแชร์’ พร้อมตั้งข้อสังเกตตำรวจควรเร่งรัดดำเนินคดีทุกกรณีอย่างเท่าเทียม หวั่นรัฐบาลนำเรื่องนี้ขยายผลกระทบความน่าเชื่อถือข้อมูลฝ่ายค้าน
เมื่อวันที่ 27 ต.ค.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์วิจารณ์การเมือง และอดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความกรณี รณีเพจ ‘Godd Dam’ เผยแพร่สลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท อ้างเป็น ‘ค่าน้ำชา’ ให้นายกฯ ก่อนมีการชี้แจงว่าข้อมูลไม่เป็นความจริง และนำไปสู่การดำเนินคดี
โดยระบุว่า
แชร์Godd Dam คือบทเรียนของส.ส.
หลังจากเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า“Godd Dam”ได้เผยแพร่ภาพสลิปการโอนเงินจำนวน 7 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็น“ค่าน้ำชา” โอนเข้าบัญชีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นมีการตรวจสอบ และมีการออกคำยืนยันจากธนาคารกสิกรไทยว่า บัญชีดังกล่าวหรือสลิปดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่มีบัญชีธนาคารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และไม่มีการโอนเงิน จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนหาผู้กระทำความผิด ซึ่งสามารถที่จะสอบหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และรู้ตัวผู้กระทำผิดเป็นผู้ชายคนหนึ่ง บ้านเดิมอยู่จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันอยู่ที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.บางเขน และเข้าจับกุม ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งในสื่อโซเชียลมีการแสดงความเห็นเรื่องนี้กันมากพอสมควร โดยมีการตั้งคำถามว่า เมื่อมีเพจหรือเฟซบุ๊กทำผิดกฎหมายตำรวจสามารถจับได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่กรณีเว็บพนัน หรือเว็บอื่นๆที่หลอกลวงประชาชน ทำไมตำรวจจึงใช้เวลาสืบสวนสอบสวนนานมาก บางกรณีใช้เวลาเป็นปีๆ บางกรณีไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เลย
จึงทำให้มีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะผู้ได้รับความเสียหายชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีหรือไม่ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการที่จะโชว์ฝีมือเอาใจนายอนุทินหรือไม่
ในฐานะส่วนตัวที่ติดตามเรื่องนี้ ก็อยากจะแสดงความคิดเห็นใน 2 ประเด็น คือ
1. ถ้าดูจากคำชี้แจงของนายอนุทิน ก็เห็นบอกว่าไม่ได้ไปกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการเอง และเมื่อฟังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็อ้างว่า เป็นความผิดที่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง จึงต้องรีบเร่งเข้าสืบสวนสอบสวน และรีบจับกุมผู้กระทำ ซึ่งสามารถหาข้อมูลพยานหลักฐาน และออกหมายจับได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ถือว่าเป็นความสามารถพิเศษ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ความสามารถในลักษณะเช่นนี้กับทุกคดี หรือกับทุกกรณีโดยไม่เลือกปฏิบัติว่า ผู้เสียหายจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือชาวบ้านตาดำๆคนธรรมดา
2 . เชื่อในความสามารถของเจ้าหน้าที่รัฐไทย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ปปง. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมว่า มีความสามารถจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทุกคดี ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้เอาจริงเอาจัง และให้ความสำคัญกับคดีที่เกิดขึ้น จะไม่รอดเลยแม้แต่คดีเดียว เพราะศักยภาพของผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับคดี หรือผู้กระทำผิด ทุกหน่วยงานภายใต้รัฐไทยสามารถจะสืบสวนและจับกุมได้ทุกกรณี ส่วนที่ไม่สามารถจับกุมได้หรือปล่อยปละละเลย ยืดเยื้อเป็นเวลายาวนานก็อาจจะเป็นเพราะความหย่อนยาน หรือความไม่เอาใจใส่ หรือความไม่กวดขันของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต่างหาก
ต่อกรณีเพจเฟซบุ๊ก Godd Dam ที่มีการโพสต์สลิปอันเป็นเท็จ ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อมูลที่นำมาโพสต์ขัดต่อข้อเท็จจริง และขาดความน่าเชื่อถือ จากกรณี ยอดเงินที่โอนผ่านสลิปจำนวน 7 ล้านบาท ทั้งที่ในข้อเท็จจริงไม่สามารถโอนเงินได้จำนวน 7 ล้านบาท แต่อาจจะเป็นเพราะเพจ Godd Dam เคยเคลื่อนไหวในประเด็นการเมือง และมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาก่อน จึงทำให้นักการเมืองหลายคนติดตาม และแชร์โพสต์ของเพจGodd Dam รวมไปถึงการอ้างเป็นพันธมิตรในการเผยแพร่ข้อมูลด้วย
แต่กรณีดังกล่าว น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญของนักการเมือง และบุคคลทั่วไปว่า ก่อนจะแชร์ในเรื่องอะไรก็ตาม ก็ควรที่จะเช็คข้อมูลให้ละเอียดว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ โดยยึดหลัก“ชัวร์ก่อนแชร์” เพราะถ้าหากว่าผิดพลาดขึ้นมา ก็จะเป็นประเด็นสำคัญ ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปขยายผล จากกรณีที่มีนักการเมืองแชร์เพจนี้ไป ก็จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านไม่มากก็น้อย หรือเกี่ยวกับความไว้วางใจหรือความน่าเชื่อถือของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองบางคน
จึงทำให้เห็นว่า เมื่อเพจเฟซบุ๊ก Godd Dam พลาดท่าโพสต์ข้อมูลอันเป็นเท็จ ฝ่ายรัฐบาลก็ฉวยโอกาสขยายผลทันที และจะนำเรื่องนี้ไปดิสเครดิตข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาด้วยอย่างแน่นอน ไม่เชื่อให้รอดูก็แล้วกัน



















