ปชป.จี้รัฐทบทวน‘โซลาร์1ล้านครัวเรือน’ ซัดเงื่อนไข‘เอื้อทุนใหญ่-กีดกันรายย่อย’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ประชาธิปัตย์” ซัดเงื่อนไขโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือนสุดเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่และรัฐวิสาหกิจ กีดกันผู้ประกอบการรายย่อย 1,500 ราย พร้อมงัด 4 ข้อสังเกตชี้ภาระค้ำประกันอ่วม-เป้าหมายไม่สมเหตุสมผล จี้รัฐบาลทบทวนด่วนก่อนนำเงินภาษีประชาชนไปสร้างระบบหัวคิว

วันที่ 29 ต.ค.2569 เวลา 14.10 น. ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน1ล้านครัวเรือนของรัฐบาล ตามพ.ร.ก.กู้เงิน2แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปว่า ถือเป็นแนวความคิดที่ดี หากประสบความสำเร็จจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานเชื้อเพลิงแบบฟอสซิลมาเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นของฟรี ในการช่วยลดค่าครองชีพประชาชน แต่เรามีความกังวลกับรายละเอียดโครงการนี้ อยากสื่อสารไปยังรัฐบาลว่า เงื่อนไขการเข้าถึงโครงการของผู้ประกอบการในการมาติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาเรือนของประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากโครงการนี้เดิมทีผู้ประกอบการรายเล็กคาดหวังมากว่าจะเป็นโอกาสในการเข้าถึงโครงการของรัฐบาล โดยทั่วไปมีผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนรับติดตั้งโซลาร์ประมาณ1,500ราย ก่อนที่จะมีการประกาศรายละเอียดเงื่อนไขที่ทำให้หลายคนตกใจ และอาจต้องถอนตัวออกจากการมีส่วนร่วมของโครงการ เพราะเงื่อนไขประกาศแบบมีเงื่อนงำ ประกาศเพียงแค่ไม่กี่วันแล้วปิดรับขึ้นทะเบียน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงโครงการ

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์จึงมี4ข้อสังเกตให้รัฐบาลนำไปทบทวน 1.รัฐบาลต้องเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นโครงการระดับประเทศ ใช้เงินกู้ที่เป็นภาระประชาชน ไม่ควรจำกัดแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่ และมีเงื่อนไขที่กีดกันตัดรายย่อยออกไปจากโครงการ สุดท้ายผู้รับโครงการไม่ได้ติดตั้ง ผู้ติดตั้งไม่ได้เข้าถึงโครงการ จะเกิดช่องว่างในการเก็บค่าหัวคิวระหว่างบริษัทที่เข้าถึงโครงการกับผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจต้องรับงานต่อจากรายใหญ่ 2.ปัญหาการวางเงินมัดจำเป็นวงเงินสูงถึง50,000บาทต่อหลังคาเรือน เป็นภาระที่สูงเกินไป เพราะต้องมีหลักประกันเป็นเงินสดเต็มจำนวนในการที่จะให้แบงค์การันตี มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว รวมถึงระยะเวลาการรอรับเงินมัดจำคืนอาจยาวนานกว่า6เดือน จึงไม่สามารถทำให้ผู้ประกิบการรายย่อยมีส่วนในการรับงานในโครงการได้

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า 3.ภาระที่รัฐบาลกำหนดวงเงินให้ค้ำประกันงาน จำนวน10,000บาทยาวนานต่อเนื่องถึง7ปี ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าเกณฑ์ปกติถึง2-3ปี ทำให้เงินค้ำประกันส่วนนี้ต้องจมอยู่กับโครงการยาวนาน ผนวกกับภาระหน้าที่เพิ่มเติมของผู้ติดตั้งโซลาร์คือการซื้อประกันอัคคีภัยให้กับเจ้าของบ้านอีก7ปี เป็นการกีดกันรายย่อยออกไปจากโครงการ และ4.เป้าหมายโครงการที่รัฐบาลกำหนดไว้1ล้านครัวเรือน โอกาสเป็นไปได้ยากมาก เพราะปีที่แล้วมีการติดตั้งโซลาร์ประมาณ1.2แสนครัวเรือน สาเหตุสำคัญที่มีการติดตั้งเพียวเท่านั้นเพราะบุคลากรในการติดตั้งมีจำกัด ไม่เพียงพอ หากตั้งเป้าความต้องการ1ล้านครัวเรือน เราก็ไม่มีบุคลากรเพียงพอในการติดตั้งภายในระยะเวลาที่ตั้งเป้าไว้1ปี ดังนั้นสิ่งที่เรากังวลคือการตั้งเป้าสูงเกินจริง จะนำไปสู่การเบนงบประมาณส่วนนี้ไปใช้กับงบประมาณอื่นที่ไม่ได้เป็นโครงการที่ประชาชนได้ประโยชน์

”ขอย้ำว่าโครงการนี้ผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ควรมีส่วนร่วม โครงการนี้ใช้เงินภาษีประชาชน ควรกระจายประโยชน์ การมีส่วนร่วมให้เป็นวงกว้างมากที่สุด ที่สำคัญคือรัฐบาลต้องทบทวนว่าเงื่อนไขที่กำหนดมันจะนำไปสู่ระบบหัวคิวอย่างปฏิเสธไม่ได้ เช่น การไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีสิทธิ์เป็นผู้รับติดตั้งด้วย แต่ถามว่าเขามีศักยภาพ หรือมีกำลังเพียงพอรับผิดชอบต่องานหรือไม่ สุดท้ายเขาก็ต้องวิ่งหาผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าไม่ถึงงานด้วยตัวเอง แล้วก็มีการกินหัวคิวลดรายได้ของรายย่อย เกณฑ์ที่ออกมาสูงส่งเพื่อคัดกรองผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับติดตั้ง ผู้ติดตั้งไม่ได้ผ่านการคัดกรอง แต่รับช่วงงานมาจากรายใหญ่ ระบบนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครนอกจากรายใหญ่ไม่กี่ราย“ นายกรณ์ กล่าว

ด้านนายพรชัย มาระเนตร์ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า ขอถามกลับถึงรัฐบาลในการเพิ่มเงื่อนไขต่างๆของผู้เข้าร่วมโครงการ เช่น ต้องให้ซื้อประกะน7ปีปีละ10,000บาท หรือวางเงินมัดจำ50,000บาท นำไปสู่ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย20,000บาทต่อหลังคาเรือน ทำให้ไม่สามารถเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีมาติดตั้งให้ประชาชนที่ร่วมโครงการ ต้องเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย เพราะการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ กระทบกับคุณการรับบริการของประชาชน และยังมีเรื่องย้อนแย้ง ครม.เพิ่งอนุมัติเงิน970ล้านบาทให้กระทรวงพลังงานอบรมสร้างช่างติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป3.2หมื่นตำแหน่ง แต่เงื่อนไขที่กำหนดออกมากีดกันผู้ประกอบการรายย่อย แทนที่จะให้ชาวบ้านได้ใช้ช่างติดตั้งท้องถิ่นที่เรียกใช้ได้คล่องตัวกว่า กลับต้องเรียกช่างจากบริษัทใหญ่ เช่น กัลฟ์วัน ซิโน-ไทย หรือการไฟฟ้านครหลวง หรือส่วนภูมิภาค ทำไมผู้ประกอบการรายเล็กจึงถูกตัดออกจากวงจร จะใช้เงินเกือบพันล้านสร้างช่างแต่กลับกีดกันรายย่อยไม่ให้เข้าร่วมทำไม จึงขอให้ทบทวนเงื่อนไขต่างๆ เพราะกระทบคนในวงจรอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์จำนวนมาก

ขณะที่นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจและพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้อาจเอื้อประโยชน์ให้กับทุนใหญ่มากว่ารายเล็ก เพราะรัฐบาลเพิ่งเปิดเผยรายละเอียดเมื่อ3วันก่อนที่จะมีการแถลงเปิดตัวโครงการ ปรากฎว่ามี3ภาคส่วนเท่านั้นที่สามารถร่วมโครงการนี้ได้ 1.การไฟฟ้านครหลวง 2.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ3.บริษัทใหญ่ที่อยู่ในลิสต์ ที่กำหนดดงื่อนไขว่าต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย4ปี ต้องส่งฐานะงบประเงินบริษัทให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบ ต้องมีวิศวกรคุมงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนกีดกันผู้ประกอบการรายเล็ก แต่เอื้อบริษัททุนใหญ่ โดยเฉพาะการไฟฟ้านครหลวง และส่วนภูมิภาค ไม่ใช่หน้าที่ในการติดตั้งโซลาร์ แต่วันนี้ทำหน้าที่ทั้งผลิตไฟ ขายไฟ และติดตั้งโซลาร์เพิ่มอีก ทั้งที่เป็นผู้ติดตั้งโซลาร์เทียม เพราะทำหน้าที่เสมือนบริษัทรับงานและส่งต่องานเป็นระบบโควตาเพื่อกินหัวคิวหรือไม่ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้บริษัทรายย่อยเข้าร่วมด้วย เพราะเป็นเงินกู้ที่คนทั้งประเทศต้องร่วมใช้หนี้ แค่การจำกัดสิทธิ์1ล้านครัวเรือนให้ได้ประโยชน์ ก็ขัดหลักความคุ้มค่ากับการเฉลี่ยประโยชน์

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img