“เอกนัฏ”รื้อ!! “โครงสร้างราคาน้ำมัน” บันทึก“ประวัติศาสตร์ใหม่”รอบ 22 ปี

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.69 ที่ผ่านมา “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์“” รมว.กระทรวงพลังงาน ประกาศข่าวใหญ่ว่า ได้ “รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน” อย่างถาวรแล้ว อาศัยอำนาจประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ลงนามคำสั่ง “ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน”

“เอกนัฏ” บอกว่า เป็นครั้งประวัติศาสตร์รอบ 22 ปี โดยต่อไปนี้ จะคิดราคา ณ โรงกลั่นใหม่ คำนวณจากต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ประกอบด้วย 1.ต้นทุนน้ำมันดิบนำเข้าเฉลี่ยของทั้ง 6 โรงกลั่นน้ำมัน 2.บวกด้วยค่าการกลั่นที่ 2.42 บาทต่อลิตร ซึ่งกำหนดโดย “คตร.” (คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) ที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ส่วนต้นทุนอื่น ๆ ที่เหลือ เอาออกจากโครงสร้างทั้งหมด ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) เพราะถือว่า น้ำมันผลิตจากโรงกลั่นในประเทศ รวมถึงปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริงหักส่วนการสำรองเพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีออก

ย้อนดูที่ผ่านมา ราคา ณ โรงกลั่นของไทยจะอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ถือเป็นการอ้างอิงราคาตลาดที่มีการซื้อขายน้ำมันอย่างคึกคักในภูมิภาค จึงมีการอ้างอิงราคาตลาดที่มีการซื้อขายแล้วบวกค่าใช้จ่ายเสมือนว่าน้ำมันถูกขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย จึงเป็นที่มาของคำถามประวัติศาสตร์ว่า “ทำไมต้องอิงน้ำมันราคาสิงคโปร์” ก็หวังว่า การรื้อโครงสร้างครั้งนี้จะล้างคำถามนี้ออกไปจากสารบบ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

ทั้งนี้ผลจากการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้ช่วยลดภาระประชาชนอย่างไร มีการสรุปตัวเลขว่า ลดภาระไปได้ 10,839 ล้านบาทต่อปี ทำให้ราคา ณ โรงกลั่นทุกประเภทลดลง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่า 29.70 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,839 ล้านบาทต่อปี ดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณใช้มากที่สุดลดลง 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็น 6,795 ล้านบาทต่อปี รองลงมา คือแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็น 2,115 ล้านบาทต่อปี

ส่วนราคาขายปลีกหน้าปั๊มจะลดลงแค่ไหน จะมีการนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อประกาศราคาขายปลีกหน้าปั๊มต่อไปในวันนี้ (29 ต.ค.) เพราะต้องลดภาระการติดลบของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบด้วยที่ตอนนี้ติดลบแตะ 1.05 แสนล้านบาท

“รมต.เอกนัฏ” คุยว่า “ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโรงกลั่นที่ไม่ได้เกิดจริงนั้น หรือต้นทุนทิพย์นั้น แฝงอยู่ในสูตรมาตั้งแต่ปี 2547 รวม ๆ ผ่านมา 22 ปีไม่มีใครทำอะไร รวมเป็นเงินราว ๆ 2.3 แสนล้านบาท”

เมื่อนักข่าวถามว่า โรงกลั่นน้ำมันว่าอย่างไร เขาจะยอมหรือ? “รมว.พลังงาน” ตอบว่า “เราควรต้องเรียกเงิน 2.3 แสนล้านคืนจากโรงกลั่นมากกว่า”

“เอกนัฏ” ยังบอกอีกว่า “ครั้งนี้เราอาศัยคำสั่ง กบง.ในการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อดึงต้นทุนทิพย์ออกมา ถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่ทำ ส่วนประเทศอื่น ๆ อย่าง เกาหลีต้องฟ้องร้องกัน แต่เราถือว่า โรงกลั่นน้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศเรา การอ้างอิงราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว อาจเหมาะกับภาวะปกติ แต่ในภาวะวิกฤติสูตรนี้สร้างกำไรส่วนเกิน และเราจะใช้โครงสร้างนี้ถาวร…(กระนั้นต้องลุ้นกันไปว่า จะมีโรงกลั่นไหนขายทิ้งกิจการหรือไม่ จะเป็นอีกประวัติศาสตร์ที่มาคู่กัน) 

“รมว.พลังงาน” พยายามฉายซ้ำตลอดมาว่า ที่ผ่านมาได้ช่วยประชาชนไปมากมาย เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง อย่างที่ปรากฎมุ่งเน้นการบี้โรงกลั่นเพื่อดึงกำไรส่วนเกินมา โดยใช้อำนาจเลยตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งตั้งแต่เดือนเม.ย.69 เขาโชว์ว่าปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลไป 8 ครั้ง เรียกผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ 31,786 ล้านบาท รวมกับเงินกองทุนน้ำมันที่ใช้ไปกับการดูแลราคาอีก 64,355 ล้านบาท สรุปใช้เงินดูแลราคาน้ำมันให้ประชาชนแล้วรวม 96,141 ล้านบาท

ส่วนมาตรการลดภาระประชาชนด้วยวิธีอื่น ๆ มาตรการทางภาษีเพิ่งแตะกันโดยครม.มีมติลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไบโอดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละกว่า 5 บาท ระยะเวลา 3 เดือน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทั้งสองชนิดอยู่ที่ 33.50 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.69 เป็นต้นไป ทำให้ B20 ถูกกว่าดีเซล B7 อัตรา 10.04 บาทต่อลิตร และ E20 ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 8.54 บาทต่อลิตร

ทำไมคราวนี้ต้องเอามาตรการภาษีสรรพสามิตรมาใช้สนับสนุนดีเซล B7 และ E20 เพราะว่า กลไกกองทุนน้ำมันหมดสิทธินำมาใช้อุดหนุนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพตรง ๆ แล้ว เนื่องจากสิ้นสุดจ่ายชดเชยน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 มาตรา 55 มาตรา แต่นั้นก็เป็นแค่การสิ้นสุด “มาตรการเฉพาะ” แต่น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพจะยังอยู่ใต้การบริหารจัดการของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายเช่นเดิม เป็นแค่การเปลี่ยนผ่านเชิงกลไก การทำให้ส่วนต่างราคาของ B20 และ E20 ยังทำได้ต่อไปจากมาตรการภาษีสรรพสามิต และการบีบราคา ณ โรงกลั่น อีกอย่างตอนนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯ ก็ล้นมือแล้วจะไปช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันประเภทไหนก็ยาก เพราะตอนนี้สถานะติดลบไปร่วม ๆ 1.05 แสนล้านบาท และไม่มีนโยบายกู้เงินมาใช้อุดหนุนราคาด้วย

ตอนนี้เข้าใจได้ว่า การลีนต้นทุนน้ำมัน เพื่อให้ราคาน้ำมันไม่กระโดดสูง เป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล การทำให้ราคา B20 และ E20 ต่างกัน 8-10 บาทต่อลิตร ดีเซล B7 และแก๊สโซฮอล์ 95 ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง นายเอกนัฏ มองว่าด้วยราคาที่ต่างกันมากเชื่อว่าจะจูงใจให้ประชาชนหันมาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องไปประกาศยกเลิกการขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ตามที่มีแผนจะทำมาก่อนหน้านี้ มีการยกตัวอย่างเช่น รถกระบะเติม B20 เต็มถัง 70 ลิตร ประหยัดได้กว่า 700 บาทต่อถัง และรถยนต์นั่งที่เติม E20 เต็มถัง 45 ลิตร จะประหยัดได้ราว 380 บาทต่อถัง เมื่อเทียบกับการเติมดีเซล B7 และแก๊สโซฮอล์ 95

มาดูอีกโครงการที่ประกาศวัตถุประสงค์ลดภาระประชาชน “โซลาร์ภาคประชาชน” ที่รัฐสนับสนุนเงินค่าติดตั้ง 50,000 บาทต่อรายจำกัด 1 ล้านสิทธิ์นั้น ก็แน่นอนต้องถูกติติงเป็นปกติว่าเอื้อให้ผู้ประกอบการ (Vender List) รายใหญ่ มีการสอบถามเรื่องนี้กับ “เอกนัฏ”

เขา…โบ้ยไปที่กระทรวงมหาดไทย เพราะกระทรวงพลังงานทำหน้าที่วางนโยบายเท่านั้น ซึ่งกระทรวงมหาดไทยกำลังตั้งโต๊ะชี้แจง เพราะคนที่ต้องรับนโยบายไปปฏิบัติอยู่ในสังกัด คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)

ทีนี้จากการดู Vender List ทราบว่า ทั้ง 2 การไฟฟ้าฯ มีขึ้นทะเบียนไว้รวม 2,000 ราย เท่าที่ได้ดูรายชื่อผู้ประกอบการที่จะมารับติดตั้งโซลาร์ให้ล้วนอยู่ในแวดวงพลังงาน และ โซลาร์เซลล์จ๋า ๆ รวมถึงวงการก่อสร้างจ้างเหมาที่คลุกคลีในแวดวงนี้ แน่นอนว่าผู้ประกอบการหน้าใหม่หรือรายเล็กแบบช่างท้องถิ่นอาจจะเจาะเข้าตลาดยากสักหน่อย

การวางเงื่อนไขบนกระดาษในการทำโครงการอะไรก็ตามที่ต้องดีลกับรัฐจะมีเงื่อนไขยิบยับแน่นอน (จะเรียกกีดกัน เอื้อ หรือจะเรียกมาตรฐานแล้วแต่มุมมอง) โครงการนี้ Vender List ต้องวางแบงก์การันตีไว้ 50,000 บาท หลังจากทำเสร็จจึงจะได้รับคืน และต้องมีการรับประกันการดูแลแผง 7 ปี เหตุผล คือให้สอดคล้องกับสินเชื่อหากประชาชนต้องไปกู้มาจ่ายค่าติดตั้ง และป้องกันการทิ้งงาน ในความเป็นจริงก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะมีการรับเหมาช่วงหรือไม่ แล้วมาตรฐานจะยังอยู่หรือไม่ ??

ก่อนจะไปถึงผู้ประกอบการเป็นอย่างไร เอาก่อนว่า บ้านที่จะเข้าโครงการคงต้องตรวจสอบตนเองให้ดีก่อนว่า เหมาะติดหรือไม่ ที่บ้านมีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างไร เราใช้กลางวันเยอะหรือกลางคืนเยอะ เราติดโซลาร์เพื่อผลิตไฟออกมากลางวัน ประหยัดค่าไฟช่วงกลางวัน แปลว่ากลางวันควรต้องเป็นเวลาที่เราใช้ไฟเยอะ อย่างประเภททำงานที่บ้าน พอตกลางคืนซื้อไฟหลวงใช้ตามปกติ

หากบ้านไหนไม่มีใครอยู่กลางวัน แต่ติดโซลาร์ราคาหลายแสนบาท บอกว่าไม่ได้ใช้ ก็ขายคืนหลวงได้ แต่เราขายคืนตามโครงการนี้ราคา 2.20 บาทต่อหน่วย แต่เราซื้อไฟหลวงเต็ม ๆ เวลากลางคืน 4-5 บาทต่อหน่วย…การติดตั้งก็อาจไม่คุ้มจริง ยกเว้นติดเอาเท่

อีกอย่างในมุมมองของคนติดตั้ง เราต้องการมาตรฐานใช่หรือไม่..ทั้งช่างและอุปกรณ์ ดังนั้นการลดเงื่อนไข เพื่อเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาขึ้นทะเบียนเป็น Vender List หรือจะมีการรับเหมาช่วงอย่างไรในภายหลัง ต้องคำนึงถึงมาตรฐานเป็นสำคัญ ฝากถึง “กฟน.” และ “กฟภ.” ต้องมีระบบการตรวจสอบและรับเรื่องร้องเรียนผู้ประกอบการ การลงดาบ และระบบการขึ้นบัญชีดำด้วย

………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img