นายกฯ โต้กระแสสื่อเปิดรายชื่อบริษัทใหญ่ที่ขึ้นทะเบียนกับ กฟภ.-กฟน. โยงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ชี้การมีชื่อใน Vendor List ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับงาน ซัดสื่อที่นำข้อมูลไปเชื่อมโยงโดยไม่ตรวจสอบ “นั่งเทียนมโน” ขอทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ ย้ำเกณฑ์ต้องเป็นธรรม โปร่งใส พร้อมเปิดช่องร้องเรียนหากพบเอื้อประโยชน์หรือทุจริต
เมื่อเวลา 13.12 น. วันที่ 28 ต.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสื่อมวลชนบางสำนักเปิดเผยรายชื่อผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สำหรับติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชน โดยมีชื่อบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า ขอให้พิจารณาก่อนว่าใครเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ และสื่อที่นำข้อมูลมาเผยแพร่มีข้อมูลจากส่วนใด
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การนำรายชื่อผู้ประกอบการที่อยู่ใน Vendor List ของ กฟภ. และ กฟน. มาเชื่อมโยงว่าเป็นบริษัทที่จะได้รับงานโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นการตีความที่ไม่ถูกต้อง เพราะการขึ้นทะเบียนในบัญชีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นจะได้รับงานโดยอัตโนมัติ
“ถ้าเขามีสติปัญญาเพียงพอ Vendor List นั้น หาก กฟภ. และ กฟน. ต้องการประมูลทำโครงการโซลาร์ฟาร์มเป็นร้อย ๆ เมกะวัตต์ เขาก็มี Vendor List เหมือนกรมทางหลวงที่มี Vendor List ขึ้นทะเบียนบริษัทเป็นระดับชั้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าทุกบริษัทจะได้งาน” นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การนำชื่อบริษัทขนาดใหญ่ เช่น กัลฟ์ หรือซิโน-ไทยฯ มาพูดถึงเป็นพิเศษ ขณะที่ไม่ได้กล่าวถึงบริษัทขนาดเล็กในบัญชีรายชื่อทั้งหมด อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมตั้งคำถามถึงที่มาของข้อมูลและกระบวนการตรวจสอบของสื่อ
“เดี๋ยวนี้คุณมีข้อมูล ผมก็มีข้อมูล จะมาหลอกประชาชนแบบนี้ไม่ได้ ขอให้มีความเป็นมืออาชีพ เป็นสื่อมวลชนต้องสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชน ไม่ใช่ไปเขียนโดยปราศจากความรู้และความรอบรู้ต่าง ๆ” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีผู้ประกอบการรายเล็กแสดงความเห็นว่า การกำหนดคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการอาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัทขนาดใหญ่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและเที่ยงธรรม หากผู้ประกอบการรายใดเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถยื่นร้องเรียนหรืออุทธรณ์ได้
นายกรัฐมนตรี อธิบายว่า โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าภายในครัวเรือน จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานทั้งในส่วนของผู้ติดตั้งและอุปกรณ์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน
“เราต้องมั่นใจว่าคนที่มาติดตั้งจะมีมาตรฐาน รวมถึงอุปกรณ์ที่ต้องมีมาตรฐาน ถ้าร้อนนิดหน่อยเดี๋ยวก็ไฟลุกไฟไหม้แบบนี้ยุ่งตายเลย ดังนั้น คนที่จะมาทำให้ต้องผ่านมาตรฐาน ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไปของหน่วยงานราชการที่กำหนดไว้ ไม่ใช่แค่เฉพาะมาตรฐานของ กฟภ. และ กฟน.” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า หากพบว่าหลักเกณฑ์ส่วนใดไม่เป็นธรรมหรือมีข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์ สามารถร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งกรมบัญชีกลาง หน่วยงานต้นสังกัด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หากมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการทุจริต ทั้งนี้ไม่สนับสนุนการกำหนดสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง โดยระบุว่าเคยมีประสบการณ์ถูกกระทำในลักษณะดังกล่าวเมื่อครั้งทำงานภาคเอกชน จึงไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล
“ผมให้คำยืนยัน และพูดไปแล้วในหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ผมเข้ามาเป็น มท.1 ว่าเรื่องวางสเปกกำหนดสเปกต้องไม่มี เพราะผมเคยเห็นคนที่โดนแบบนี้มา และผมก็ไม่ชอบ ดังนั้นใครจะมากำหนดสเปกเอื้อใครไม่ผ่านผมหรอก” นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า หากเป็นกรณีทุจริต การกลั่นแกล้งผู้ประกอบการ หรือกระทำต่อผู้ที่ประกอบอาชีพโดยสุจริต จะดำเนินการอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมรับข้อมูลจากทุกฝ่าย
ส่วนกรณีการกำหนดคุณสมบัติผู้รับงานเพื่อป้องกันปัญหาผู้รับจ้างทิ้งงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ยังต้องพิจารณารายละเอียดของหลักเกณฑ์ก่อน เนื่องจากยังไม่ได้เห็นข้อกำหนดทั้งหมด และการให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งสามารถติดตั้งระบบให้กับประชาชนจำนวน 1 ล้านครัวเรือนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
“จะกล่าวหาอะไรผมก็กล่าวหาไป พร้อมพิสูจน์ แต่อย่ากล่าวหาเรื่องสเปก เพราะผมรู้เรื่องนี้ดี และไม่ต้องไปถามใคร ผมรู้วิธีการ รู้ทางทีไล่ของพวกเขา เรื่องแบบนี้ผ่านผมยากในหน่วยงานที่ผมกำกับดูแล” นายอนุทิน กล่าว พร้อมย้ำว่า หากใครพบเห็นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่อาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาได้ และรัฐบาลพร้อมตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย



















