กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา สำหรับกรณีเส้นทางการเงินจาก บัญชีมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี “ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” ถูกแฉสลิปการโอนเงินไปยังบัญชีของ “อภิชาติ แซ่หลู่” หรือ “เอ๋” หุ้นส่วนบริษัทของ “ก๊อต-อธิป” สามีบุ๋ม
จากนั้น “เอ๋” จะโอนเงินต่อไปยัง “ก๊อต” รวมมูลค่าการโอนตั้งแต่ปี 68-69 คิดเป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท และมีบางรายการ ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า อาจเกี่ยวข้องกับ ค่าก่อสร้างพูลวิลล่า ในจังหวัดภูเก็ต ด้วยหรือไม่
เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา “เอ๋-อภิชาติ แซ่หลู่” เปิดเผยในรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 โดยย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของโครงการก่อสร้างพูลวิลล่าในพื้นที่ไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต ว่า ตนเองประกอบอาชีพผู้รับเหมามานานประมาณ 20 ปี และรู้จักกับนายก๊อตผ่านการเล่นกีฬายิงปืน ก่อนจะได้รับการชักชวนให้เข้ามารับงานก่อสร้างบ้านบนที่ดินประมาณ 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินที่นายก๊อตระบุว่า เป็นชื่อของ “บุ๋ม ปนัดดา”

ช่วงแรกเป็นการก่อสร้างบ้านพักอาศัย 1 หลัง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย โดย “ก๊อต” มีแนวคิดเรื่องสนามยิงปืนและสวนน้ำ มีการว่าจ้างให้ “เอ๋” ดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือนเม.ย.68 มูลค่าก่อสร้างประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งนายก๊อตชำระเงินงวดแรก 500,000 บาท
ต่อมา มีการชำระเงินงวดที่ 2 จากบัญชีส่วนตัวของ “บุ๋ม ปนัดดา” ก่อนที่รูปแบบโครงการจะเปลี่ยนจากบ้านพักอาศัย เป็น โครงการพูลวิลล่า สำหรับขาย 8 หลัง โดย “ก๊อต” ชักชวน “เอ๋” เข้ามาร่วมลงทุนและรับหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการ ภายใต้ชื่อ บริษัท ดิ อาเธอร์ เรียลเอสเตท
“เอ๋” ระบุว่า โครงสร้างการลงทุนแบ่งเป็น “ก๊อต” ถือหุ้น 60 เปอร์เซ็นต์ และตนเองถือหุ้น 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มูลค่าขายของโครงการรวมอยู่ที่ประมาณ 181 ล้านบาท คิดจากเป็นราคาขายของบ้านแต่ละหลังรวมกัน
ส่วนต้นทุนก่อสร้าง มีการประเมินไว้ในช่วงประมาณ 7-9 ล้านบาทต่อหลัง โดยต้นทุนการจ้างก่อสร้างรวมประมาณ 64 ล้านบาท โดยแบ่งชำระเป็น 10 งวดตามความคืบหน้าของงาน และมีการจัดทำรายละเอียดปริมาณงานและราคา เสนอให้นายก๊อตอนุมัติ

“เอ๋” เล่าต่อว่า เมื่อก่อสร้างพูลวิลล่าถึงประมาณหลังที่ 3 “ก๊อต” เริ่มขาดการติดต่อ ทั้งไม่รับโทรศัพท์และไม่อ่านข้อความ ทำให้การเบิกจ่ายเงินค่าก่อสร้างติดขัด ตนเองจึงต้องสำรองเงินจ่ายค่าใช้จ่ายหน้างานไปก่อน โดยอ้างว่าได้สำรองจ่ายไปแล้วประมาณ 7 ล้านบาท
“เอ๋” บอกอีกว่า พยายามโทรฯ ขอให้ “บุ๋ม ปนัดดา” เข้ามาทำสัญญาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง แต่ก็ไม่ได้มีการลงนามสัญญาดังกล่าว กระทั่งช่วงต้นปี 2569 จึงติดต่อ “บุ๋ม” โดยตรง แจ้งว่าไม่สามารถติดต่อ “ก๊อต” ได้ และมีเงินค่าก่อสร้างค้างชำระประมาณ 3-4 งวด คิดเป็นเงินมากกว่า 3 ล้านบาท โดยงวดล่าสุดค้างอยู่ประมาณ 1.2 ล้านบาท
ฝ่าย “บุ๋ม ปนัดดา” แจ้งกลับมาว่า จะติดต่อประสานงานกับ “ก๊อต” ให้ ทางฝ่าย “เอ๋” ในฐานะหุ้นส่วน เลยสอบถามถึงปัญหาสภาพคล่องของโครงการ และหารือถึงแนวทางจัดการบ้านที่กำลังก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการขอซื้อไว้เองหรือขายให้ลูกค้าเพื่อนำเงินมาหักชำระหนี้ แต่ก็ไม่มีการตอบรับ
อย่างไรก็ตาม “เอ๋” ระบุว่า ต่อมาเกิดปัญหาการเข้าพื้นที่ก่อสร้าง หลังมีบุคคลที่อ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่หรือคนงานของมูลนิธิองค์กรทำดีเข้ามากั้นพื้นที่ ทำรั้วและติดป้ายห้ามเข้า ส่งผลให้ผู้รับเหมาไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ตามปกติ และเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนักในเดือนมีนาคม 2569
นอกจากข้อพิพาทเรื่องค่าก่อสร้างแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญคือ เส้นทางการเงิน โดย “เอ๋” เปิดเผยว่า มีบัญชีที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 บัญชี ได้แก่ 1.บัญชีส่วนตัวของบุ๋ม ปนัดดา / 2.บัญชีส่วนตัวของ “ก๊อต” / 3.บัญชีมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี “บุ๋ม” เป็นผู้มีสิทธิ์ในการฝาก-ถอน
“เอ๋” อ้างว่า มีเงินที่โอนจากบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีเข้ามายังบัญชีของตนเอง พอ “ก๊อต” ทราบ ก็จะติดต่อให้โอนเงินต่อกลับไปยังบัญชีของ “ก๊อต” โดยตนเองไม่ได้สอบถามรายละเอียดทุกครั้ง ว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายประเภทใด โดยสรุปมีเงินโอนเข้าบัญชีตัวเองประมาณ 45.1 กว่าล้านบาท ก่อนจะถอนหรือโอนกลับไปให้นายก๊อต 20.6 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม “เอ๋” ระบุว่า ยอดเงินที่โอนคืนให้ “ก๊อต” อาจสูงกว่านี้ เนื่องจากยังมีรายการเดินบัญชีอีกชุด รวมถึงการถอนเงินสดและนำไปฝากเข้าบัญชีปลายทาง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2568-2569 ส่วนใหญ่เป็นการโอนคืนภายในวันเดียวกัน

ในรายการ “โหนกระแส” ยังมีการตรวจสอบรายการเงินโอนจาก “องค์กรทำดี” ที่ตรงกับตารางค่าใช้จ่ายการก่อสร้าง ที่ “เอ๋” ได้จัดทำไว้ โดยมีทั้งรายการโอนจากบัญชีองค์กรทำดีและรายการที่เกี่ยวข้องกับการชำระค่าก่อสร้าง
“เอ๋” บอกว่า ที่ตัวเองออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะถูกแจ้งความดำเนินคดี เรื่องการบุกรุกป่า ภายหลังจากนำรถแบ็กโฮ ไปปรับสภาพพื้นที่สนามวิ่งเทรลให้กับ “ก๊อต” ที่จัดขึ้นที่ภูเก็ต นอกจากนี้ ยังถูกสรรพากร ตามทวงถามเรื่องการชำระภาษี เพราะถูกคำนวณเงินได้จากการรับโอนเงิน ทำให้ต้องเสียภาษีกว่า 2 ล้านบาท แต่ก็ติดต่อก๊อตไม่ได้
ก่อนหน้านี้เคยพูดคุยกับ “ก๊อต” เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการโอนเงินและภาษี เนื่องจากกังวลว่า เงินที่ผ่านเข้าบัญชีอาจถูกตีความว่าเป็นรายได้ของตนเอง โดยอ้างว่า “ก๊อต” เคยรับปากว่าจะรับผิดชอบเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีมากกว่า 2 ล้านบาท กลับไม่สามารถติดต่อ “ก๊อต” ได้
ขณะที่ “ทนายเปิ้ล” ทนายความของ “บุ๋ม ปนัดดา” ชี้แจงว่า บุ๋มยืนยันว่า เงินที่โอนออกจากบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดี มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารมูลนิธิฯ ที่จังหวัดปทุมธานีเท่านั้น โดยโครงการนี้ เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2567 และมีการโอนเงินให้ผู้รับเหมาที่ดำเนินการก่อสร้างจริง
ทนายเปิ้ล ระบุว่า บุ๋มกำลังรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อชี้แจงรายละเอียดและทำให้เส้นทางการเงินมีความชัดเจน พร้อมกล่าวอ้างว่า “ก๊อต” เป็นผู้ปลอมลายเซ็นในเอกสารขออนุญาตก่อสร้าง และเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างพูลวิลล่า ที่ดำเนินการก่อสร้างอยู่ในจังหวัดภูเก็ต และอาจมีการปลอมแปลงลายเซ็นเกิดขึ้น
ด้าน “ทนายแก้ว” มองเรื่องข้อกฎหมาย มีการตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ของความผิดหลายประเด็น ตั้งแต่การนำเงินมูลนิธิไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ การยักยอกทรัพย์ การฉ้อโกงประชาชน ไปจนถึงความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน
อย่างไรก็ตาม การจะเข้าข่ายความผิดใด ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและองค์ประกอบของกฎหมายแต่ละฐาน ไม่สามารถสรุปความผิดของบุคคลใดได้จากการพบว่ามีเงินโอนเข้าหรือออกจากบัญชีเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นสำคัญที่ต้องหาคำตอบอย่างน้อย 3 เรื่อง 1.เงินจากบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีที่โอนไปยังบัญชีของ “เอ๋” มีวัตถุประสงค์ตามเอกสารการจ่ายเงินอย่างไร และตรงกับค่าก่อสร้างอาคารมูลนิธิที่จังหวัดปทุมธานีหรือไม่ หรือถูกใช้เป็นค่าก่อสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต
2.เงินที่โอนเข้าบัญชี “เอ๋” แล้วส่งต่อไปยัง “ก๊อต” ถูกนำไปใช้ในโครงการใด ใครเป็นผู้สั่งการ และมีบุคคลใดได้รับผลประโยชน์จากธุรกรรมเหล่านี้หรือไม่
และ 3.ข้อพิพาทเรื่องค่าก่อสร้างพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต เกี่ยวข้องกับเงินจากบัญชีมูลนิธิมากน้อยเพียงใด

โดยล่าสุด ฝ่ายกฎหมายมูลนิธิองค์กรทำดี ออกแถลงการณ์ชี้แจงใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก เรื่องการก่อสร้างอาคารมูลนิธิ ที่จังหวัดปทุมธานี ดำเนินการโดยอดีตสามี คุณบุ๋ม ปนัดดา ในฐานประผู้ประสานงานโครงการ เอกสารต่าง ๆ ถูกอนุมัติตามที่ถูกนำเสนอมา และโอนให้กับผู้รับเหมาโดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร
ประเด็นที่สอง เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ทางมูลนิธิจึงให้คุณบุ๋ม ปนัดดา ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานมูลนิธิฯ และ ประเด็นสุดท้าย ทางมูลนิธิจะปิดรับบริจาคทุกช่องทาง จนกว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะแล้วเสร็จ
……………………
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















