“โซลาร์ รูฟท็อป”คุ้มค่าจริง ๆ หรือ??? “คนไทย”ได้ประโยชน์หรือพวกพ้อง!!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

โครงการ “โซลาร์ รูฟท็อป” หรือ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา สำหรับภาคครัวเรือน จำนวน 1 ล้านหลัง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในกระแสสังคมไทยอีกครั้ง

ต้องยอมรับว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ได้ตั้งเป้าหมายส่งเสริมให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบ เบื้องต้นก็อยู่ที่ประมาณ หน่วยละ 2.20 บาท

ท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่ “ทั้งโลก” กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ อยู่ในสถานการณ์ที่ผันผวนมาก จนยากต่อการรับมือ ดังนั้นการที่ประเทศไทยได้เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยพึ่งพาเชื้อเพลิงจากนอกประเทศให้น้อยที่สุด แล้วหันมาพึ่งพาพลังงานในประเทศเอง ก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เพราะ…หากประเทศไทยยังอยู่เฉย ๆ ไม่รู้สี่รู้แปด ก็มีหวังต้องควักเนื้อจ่ายค่าเชื้อเพลิงกันหมดตัว หรือล่มจมลงไป จนกลายเป็นที่จดจำของลูกหลานในอนาคต โครงการโซลาร์ภาคประชาชน จึงถือกำเนิดขึ้นมา ด้วยเหตุผลที่ไทยต้องปรับตัว

แนวนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ที่ขัดอกขัดใจ หรืออาจไม่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก็คือเรื่องของกระบวนการที่เกี่ยวข้องในแต่ละมิติ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดให้กับบรรดาผู้ประกอบการที่รับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์

อย่างที่รู้กันทั้งสังคม จากการกำหนดเงื่อนไข ทั้งเรื่องของทุนจดทะเบียนเพื่อกำหนดระดับของผู้ประกอบการ ทั้งการกำหนดการวางหนังสือค้ำประกันจากธนาคารหรือแบงก์การันตี วงเงิน 50,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน

หรือแม้แต่การกำหนดวงเงินค้ำประกัน เพื่อดูแลรักษาระบบหลังติดตั้งแล้วเสร็จ หรือระบบหลังการขาย เป็นเวลาอีก 7 ปี ที่ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็ก รายย่อย ที่ต่างรวมใจกันออกมาประกาศไม่ขอเข้าร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลในโครงการนี้

จึงไม่แปลก! ที่เงื่อนไขเช่นนี้ ได้ทำให้ทั้งฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือแม้แต่ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย จะมองว่าผูกำหนดนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับรายใหญ่ หรือพวกพ้อง หรือคนที่เกี่ยวข้อง

ต่อให้รัฐบาลและผู้กำหนดโครงการ จะพร้อมใจกันชี้แจงเหตุผลว่า เงื่อนไขที่เข้มข้นทั้งหมด ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับ “ประชาชน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การทิ้งงาน” หากผู้ประกอบการที่ไม่พร้อม แต่ดิ้น…เพื่อมารับโครงการ แล้วสุดท้ายทิ้งงาน ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการก็เดือดร้อนอีก

ขณะที่ฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” ก็เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนใน 4 ประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องของแบงก์การันตี ที่กำหนดวงเงินสูงเกินไป รวมถึงการรับประกันงานที่ยาวนานถึง 7 ปี รวมถึงวงเงินค้ำประกัน 10,000 บาท

หรือแม้แต่ เป้าหมายของการติดตั้ง 1 ล้านครัวเรือน ที่เชื่อว่าเป็นไปได้ยาก เพราะที่ผ่านมามีการติดตั้งโซลาร์รูปท็อปเพียงแค่ 1.2 แสนครัวเรือน เนื่องจากข้อจำกัดด้านความต้องการ แรงงานเชี่ยวชาญ และอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ที่มีจำกัด

เอาเป็นว่า “จิ้งจกทัก” ชาวบ้านชาวช่อง เค้ายังฟังกันบ้าง นี่!… หลายคนทัก รัฐบาลก็ต้องนำไปคิดทบทวนให้ถี่ถ้วนอีกสักหน่อย เพื่อสร้างความเป็นธรรม ให้เกิดขึ้นกับรายย่อย ขณะที่เรื่องของ “เอื้อพวกพ้อง” น่ะ ก็ต้องแจงให้ชัดเจน เพราะหน่วยตรวจสอบ หน่วยขุดคุ้ย มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

หันมาดูในภาคของประชาชนกันบ้าง ที่ชวนให้คิดว่าในความเป็นจริงแล้วจะมีประชาชนคนไทยสักกี่ครัวเรือน ที่ให้ความสนใจกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 

ถ้าเป็นคนในเมือง คนชั้นกลาง ไปจนถึงระดับโรงเรือน โรงงานต่าง ๆ อันนั้นไม่เถียง เพราะ ย่อมได้ประโยชน์จากการลดค่าไฟ เพราะคนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปแล้วต่างการันตีว่า สามารถลดค่าไฟได้จริงมากกว่า 50% แน่นอน ดังนั้น…จึงถือว่าคุ้ม

ดังนั้น คนที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องคิดแล้วว่าคุ้มค่า แม้รัฐบาลจะให้การสนับสนุน 50,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจ แต่…ก็ต้องคิดให้แตกด้วยเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ ต้นทุนของการติดตั้งอยู่ที่ประมาณ 160,000-200,000 บาท รัฐบาลออกให้ 50,000 บาท ส่วนต่างค่าติดตั้งประชาชนจะต้องจ่ายเองหรือผ่อนกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ

ขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าคืนของรัฐบาลแม้คิดอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย มีสัญญา 20 ปี แต่จริง ๆ แล้วที่ครัวเรือนได้ประโยชน์ก็มาจากค่าไฟที่จ่ายน้อยลง

ที่สำคัญต้องดูพฤติกรรมการใช้ไฟ ด้วยว่า การใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันนั้นใช้ช่วงไหน ช่วงพีก หรือช่วงกลางวันมาก ค่าไฟฟ้าก็จะมีอัตราที่สูงขึ้น หากใช้โซลาร์เซลล์เข้ามาช่วย ก็ประหยัดได้ไม่น้อย ก็ถือว่าคุ้มค่า แต่ถ้าอยู่บ้านเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ที่เป็นช่วงออฟพีก จะคุ้มค่าแค่ไหน? เรื่องนี้คงต้องคิดให้ตก

เหนืออื่นใด! ที่ลืมไม่ได้ ไม่ใช่ว่าติดตั้งแผงโซลาร์เสร็จ เชื่อมระบบทุกอย่างจบ แล้วจบกันใช้ไปจนวันตาย เพราะยังมีต้นทุนแฝงที่ต้องคำนึงถึงด้วย ทั้งค่าบำรุงรักษา ค่าล้างแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงอายุทั้งตัวแผ่นโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ หรือแบตเตอรี่ รวมไปถึงการรับประกันการใช้งาน

ทั้งหลายทั้งปวง…ถือเป็นข้อคิด ที่ทั้งรัฐบาล หรือแม้แต่ประชาชนคนไทย ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ก็ต้องฉุกคิดกันสักหน่อย ว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเพียงใด หรือเกิดความคุ้มค่ากับตัวเองมากน้อยแค่ไหน?

……………

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img