“ปกรณ์” ลั่นกลองรบแก้โกง เปิดโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” ชู 3 มาตรการเด็ดลดต้นตอทุจริต ย้ำเป้าหมายสูงสุดคือชีวิตประชาชนต้องดีขึ้น

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“รองนายกฯ” นำทัพเปิดโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน เร่งปรับกระบวนการทำงาน นำเทคโนโลยีตัดตอนการใช้ดุลพินิจ และรื้อกฎหมายอุปสรรค นำร่อง 12 หน่วยงานเสร็จใน 6 เดือน หวังปลดล็อกเศรษฐกิจประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันที่ 30 ต.ค.2569 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดและประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส”  โดยมีน.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนภาคประชาชน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยโครงการดังกล่าวมี 12 หน่วยงาน นำร่อง อาทิ กรมที่ดิน กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน ซึ่งหน่วยงานนำร่องจะเร่งทำดำเนินการปรับเปลี่ยนการทำงาน ให้แล้วเสร็จภายใน6เดือน และหน่วยงานที่เหลือ จะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน1ปี

“ทุกคนส่งเสียงมานานว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใส และเรื่องนี้ทำให้ประเทศไทยไม่ไปข้างหน้า หากเรื่องนี้น้อยลงหรือไม่มี ประเทศไทยจะไปได้ไกลมาก ประชาชนจะสามารถดำรงชีพและมีความก้าวหน้าในเรื่องต่างๆอีกมาก ซึ่งตรงนี้คือปัญหาหลักที่ทำให้เราไปไหนไม่ได้”รองนายกฯกล่าว

นายปกรณ์ กล่าวว่า การทุจริตเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้แต่ที่ผ่านมาได้แต่พูดโดยไม่ร่วมลงมือทำ และต้องขอบคุณคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ผู้ที่นำข้อมูลมาให้รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงสั่งการให้หารือเพื่อแก้ไขในเรื่องนี้ โดยตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต(คตท.)เพื่อจัดการเรื่องนี้ ซึ่งตนดีใจที่เป็นประเด็นทำให้ทุกคนตื่นตัวแก้ปัญหาและเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำให้ปรับโครงสร้างของประเทศ รวมถึงเข้าเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับประชาชนให้ดีขึ้น

รองนายกฯ กล่าวว่า เป้าหมายเป้าหมายสูงสุดของการทำงานเรื่องนี้ คือ ทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกมิติและการที่จะดีขึ้นได้ในส่วนที่เกี่ยวกับภาครัฐ สิ่งแรกคือการปรับกระบวนการทำงานของราชการให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน เป็นหน่วยงานนำร่อง ที่ทำให้เห็นว่าหากปรับวิถีการทำงานที่เป็นแบบดั้งเดิม จะลดเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบข้าราชการทำงานสะดวกขึ้น เพราะไม่ต้องอยู่กับเอกสารกองโต สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ เช่น กรมสรรพากร ทำเรื่องการคืนภาษีนิติบุคคล โดยลดเวลาดำเนินการจาก100 วัน เหลือเพียง 5 วัน ซึ่งในมุมของเอกชน 95 วัน ที่ลดไป คือดอกเบี้ยที่ต้องเดินทุกวันและถือเป็นต้นทุนของเอกชน ดังนั้นลดระยะเวลาการคืนเงินอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเกิดสภาพคล่อง ลดภาระต้นทุน และความสามารถแข่งขันมากขึ้น ตรงนี้คือประโยชน์ที่เกิดกับประชาชน

นายปกรณ์ กล่าวว่า นอกจากนั้นให้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือทำงานให้เที่ยงตรงลดการใช้ดุลพินิจ เช่น กรมที่ดิน สามารถชำระภาษีได้ทางออนไลน์ ซึ่งขอฝากอธิบดีกรมกรมที่ดิน ให้คำนวณว่าหากประชาชนเดินทางไปชำระเงินเอง จะมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่าไหร่ และยังต้องเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่รีดไถ ดังนั้นหากใช้เทคโนโลยีทำได้ผลที่ออกมาจะทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้น ข้าราชการก็จะดีขึ้นหากทำงานอย่างตรงไปตรงมา และใช้เทคโนโลยีช่วยไม่ใช้ดุลพินิจ และไม่เสี่ยงถูกดำเนินคดี และสุดท้ายคือ การปรับกฎระเบียบที่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจได้ ตรงนี้ต้องควบคู่ไปกับการปรับกระบวนการทำงานและการนำเทคโนโลยีเข้ามา โดยการทบทวนกฎหมายลำดับรอง พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวงประกาศทะเบียน ระเบียบคำคำสั่ง ข้อบังคับ เพราะสิ่งเหล่านี้กระทบกับประชาชน ยกตัวอย่าง ร้านอาหารที่มีดนตรีเล่น แต่พอออกกฎหมายรองออกมากำหนด จะอนุญาตได้แค่3 สถานที่เปิดสถานบริการได้เท่านั้น ทำให้พื้นที่อื่นในกรุงเทพฯไม่สามารถขออนุญาตตั้งสถานบริการได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแก้ เพราะขัดธรรมชาติและจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพจนเกินสมควร หรือกำหนดในสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ เช่น ประกาศมาตรฐานกำหนดไว้สูง โดยที่ประเทศยังต้องเดินเป็นลำดับขั้น

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาล คือทบทวนกฎหมายลำดับรองที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีและลดการทุจริตที่ต้นตอ และเราทำงานร่วมกับเอกชนกกร.และ กรอ.ที่เป็นผู้ประสบภัยจากการทำงานของภาครัฐ ซึ่งมีประมาณ 40 เรื่อง ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีปลดล็อคปัญหา ทั้งนี้เรามีหน่วยงานตามจับการทุจริตมากกว่าป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ และคน จะทุจริตไม่ได้ถ้ามีสามัญสำนึกที่ดี ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกตั้งแต่เรื่องในครอบครัวถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ขณะที่การดำเนินการทางวินัยหากเกิดข้อร้องเรียน ในเรื่องการสอบสวนการทุจริตต้องรวดเร็วและมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนแน่นอนเพื่อความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ให้คนที่ไม่ได้เจตนาทุจริตเหมือนตกนรกทั้งเป็น ทั้งนี้ปัญหาความไม่โปร่งใสเป็นเรื่องใหญ่และมีมานานตรงนี้จำเป็นเป็นโอกาสที่ดีที่จะดำเนินการแก้ไข ส่วนหน่วยงานนำร่องจะเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาเรื่องความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และเป็นเรื่องที่ต้องทำในวันนี้

“โครงการ1กรม 1 โปร่งใสไร้เทา ไม่ได้วัดที่จำนวนผู้เข้าร่วมงาน แต่จะวัดที่กระบวนการทำงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกฎหมายลำดับรองและเปิดช่องทางการร้องเรียน โดยต้องคำนวณว่าการเปลี่ยนแปลงจะสร้างผลดีให้ประชาชน และเอกชนแปลเป็นมูลค่าเท่าไหร่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ จึงขอให้ผู้บริหารหน่วยงานของรัฐทุกคน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมขับเคลื่อนโครงการโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าถ้าไม่ใช่ยุคนี้คงอีกนานที่จะทำและลูกหลานจะลำบาก ซึ่งการแก้ไขเพื่อให้ประเทศไทยต้องเป็นที่หนึ่ง

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img