เปิดปมตรวจสอบธุรกิจ “แรบไบโจเซฟ” หลัง “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะ รมว.มหาดไทย (มท.1) เซ็น ถอดถอนสัญชาติไทย หลังพบปัญหาใหญ่เรื่อง การถือครองที่ดิน ที่พบการซื้อที่ดินทำเลทองใน กรุงเทพ ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพื่อทำชาบาดเฮาส์ รวม 15 แปลง เป็นเนื้อที่รวมกว่า 24 ไร่
“แรบไบโจเซฟ” นักบวชยิวที่สละสัญชาติอเมริกัน มาถือสัญชาติไทย ได้บุกเบิกทำธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2543 ต่อมาได้มีนักบวชยิว และลูกหลานของ “แรบไบโจเซฟ” ได้สัญชาติไทยเพิ่มเติมในปี 2560 ก่อนขยายทำธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพ ภูเก็ต สมุย พะงัน มูลค่าธุรกิจ นับหมื่นล้านบาท
โดย “แรบไบโจเซฟ” ที่เพิ่งถูกถอนสัญชาติไทย ได้ร่วมกับ “แรบไบเชม อัคเคนนาซี” ที่สละสัญชาติอิสราเอล แปลงสัญชาติไทยในปี 2560 ดำเนินกิจการธุรกิจหลายอย่างในประเทศไทย มีบริษัทที่ยังดำเนินกิจการอยู่รวม 25 บริษัทฯ
แยกเป็นบริษัทเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 11 บริษัท /ร้านอาหาร 5 บริษัท /โรงแรม 2 บริษัท / การเงิน 2 บริษัท ที่เหลือเป็นบริษัทนำเที่ยว ขายส่งเนื้อสัตว์ เชื้อเพลิง ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต และโรงเรียน อย่างละ 1 บริษัท

สำหรับ บริษัทของ “2 แรบไบยิว” มีสินทรัพย์ อาทิ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง มูลค่ารวมกว่า 1,735 ล้านบาท อยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย บริษัทที่มีสินทรัพย์มากสุด คือ บีทีซี 2021 จำกัด ประกอบธุรกิจนำเที่ยว สินทรัพย์รวม 626.9 ล้านบาท มีรายได้ 5 ปี กว่า 4 พันล้านบาท
ตามด้วยบริษัท กาน ชาบาด ของ “แรบไบโจเซฟ” ที่ดำเนินกิจการชาบาดเฮาส์ทั่วประเทศไทย และเป็นบริษัทที่ยื่นขอสร้างสุสานยิวใน จ.ฉะเชิงเทรา มีสินทรัพย์รวม 495.7 ล้าน นอกจากนี้ ยังมีบริษัท ไบรท์ ภูเก็ต จำกัด ที่ซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ มีสินทรัพย์รวม 258.5 ล้านบาท แต่แจ้งปิดกิจการไปแล้ว
แต่หลังจาก “แรบไบโจเซฟ” ถูกถอนสัญชาติไทย ย่อมส่งผลกระทบต่อการถือครองทรัพย์สิน โดยเฉพาะ “ที่ดิน” ยกตัวอย่างเช่น บริษัท กาน ชาบาด ที่ “แรบไบโจเซฟ” เป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับแรบไบเชม แจ้งเป็นบริษัทไทย 100% และมีการถือครองที่ดินเพื่อทำชาบาดเฮาส์ทั่วประเทศไทย รวมทั้งทำสุสานยิวที่บางคล้า
ทีมข่าว ได้ทำการตรวจสอบกับแหล่งข่าวในกระทรวงมหาดไทย พบว่า บริษัท กาน ชาบาด ถือครองที่ดินรวมทั้งหมด 15 แปลง เนื้อที่รวม ยี่สิบสี่ไร่ หนึ่งงาน หกสิบเอ็ดจุดหนึ่ง ตารางวา (24-1-61.1) แยกเป็นพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี
ปัจจุบัน ผู้ถือหุ้นในกาน ชาบาด ประกอบด้วย 1.แรบไบโจเซฟ ถือหุ้น 117,000 หุ้น (39%) 2.นายเชม เอลีเอเซอร์ อัชเคนนาซี แรบไบยิวที่ได้สัญชาติไทย ถือหุ้น 117,000 หุ้น (39%) และ 3.นายอิบราฮิม ยากุ๊บซาเด คาชานี ชาวอิสราเอลที่ได้สัญชาติไทย ถือหุ้นสัดส่วน 66,000 หุ้น (22%)

แต่ภายหลังจาก “แรบไบโจเซฟ” ถูกถอนสัญชาติ ทำให้บริษัทแห่งนี้ เปลี่ยนสถานะจากบริษัทคนไทย 100% เหลือเป็นคนไทยถือหุ้น 61% และต้องมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นในบริษัทเพิ่มเติม
“บัณฑิต นามเครือ” ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติ บอกกับทีมข่าวว่า หลังจากมีมติให้ถอนสัญชาติ “แรบไบโจเซฟ” แล้ว จะส่งผลให้ทรัพย์สิน หรืออสังหาริมทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดให้เฉพาะบุคคลสัญชาติไทยครอบครองได้นั้น สิ้นสุดลง และผู้ครอบครองจะต้องจำหน่าย หรือแจกจ่ายออกไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
ขณะที่ แหล่งข่าวจากพนักงานสอบสวนชุดทำคดีนอมินี ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของการถือครองที่ดิน เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาจากข้อกฎหมายเป็นหลัก เพราะในตอนแรก แรบไบโจเซฟที่ได้สัญชาติไทย ทำการซื้อขายที่ดินในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นก็ต้องให้เวลาบริษัทหรือตัวบุคคล ในการแก้ไขปัญหา เช่น หาหุ้นส่วนมาให้บริษัทเป็นสัญชาติไทยเหมือนเดิม หรือขายที่ดินต่อให้กับบุคคลสัญชาติไทย แต่ถ้าปล่อยล่วงเลย อาจส่อเจตนาทำผิดอาญา ก็ต้องมีมาตรการบังคับใช้ทางกฎหมายต่อไป”
จะเห็นได้ว่า ปัญหากลุ่มแรบไบยิวที่ได้สัญชาติไทย แล้วประกอบธุรกิจในประเทศไทย อาจไม่ได้สะสางง่าย ๆ เพียงแค่การถอนสัญชาติ เพราะเมื่อทีมข่าวตรวจสอบการทำธุรกิจของหุ้นส่วนแรบไบโจเซฟ คือ แรบไบ เชม เอลีเอเซอร์ อัชเคนนาซี ที่เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทนำเที่ยว อย่าง บีทีซี 2021 จำกัด
พบการถือหุ้นในบริษัท บีทีซี 2021 ค่อนข้างซับซ้อน มีผู้ถือหุ้น ประกอบด้วย บริษัท รีอุท จำกัด สัญชาติไทย ถือหุ้นรวม 201,300 หุ้น (61%) และนายชิออน มาทิเทียฮู สัญชาติอิสราเอล ถือหุ้น 128,700 หุ้น (39%)
สำหรับบริษัท รีอุท จำกัด มีผู้ถือหุ้น 2 ราย คือ แรบไบเชม ถือหุ้น 10,200 หุ้น (51%) และนายชาด็อค มาซิอาห์ นักธุรกิจอิสราเอล ถือหุ้น 9,800 หุ้น (49%)
ทำให้ ทั้ง 2 บริษัทนี้ กลายเป็นบริษัทสัญชาติไทย เนื่องจาก “แรบไบเชม” ได้สละสัญชาติอิสราเอล แปลงสัญชาติไทยเมื่อปี 2562 และถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 51% นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการผู้บริษัท บีทีซี 2021 อีกหนึ่งตำแหน่ง

เท่ากับว่า “แรบไบเชม” ใช้บริษัทไทยเข้ามาถือหุ้นในบริษัท บีทีซี 2021 จำกัด ร่วมหุ้นกับนักธุรกิจอิสราเอล 2 ราย สร้างรายได้อย่างมหาศาล 5 ปี เกือบ 5,000 ล้านบาท จากการทำทัวร์ เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสราเอล เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ประสานสอดรับกับการทำชาบาดเฮาส์ของแรบไบโจเซฟ ที่มีตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศไทย
จากการโทรศัพท์สอบถามกับอดีตผู้บริหารคนไทยรายหนึ่ง ที่เคยทำงานในบริษัท บีทีซี 2021 ทราบว่า บริษัทนี้เป็นของชาวอิสราเอล ในช่วงนั้น ได้มาร่วมลงทุนให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย ดูแลหลังบ้านเรื่องการทำใบอนุญาตบริษัททัวร์ต่าง ๆ
แต่พอลาออกจากบริษัทนี้ไป ทราบว่า บริษัทได้ถูกพักใบอนุญาตไปราว ๆ 5 ปี เนื่องจากไม่มีคนไทยร่วมอยู่ในบริษัท ทำให้ขอใบอนุญาตประกอบกิจการนำเที่ยวไม่ได้ จากนั้นทราบว่า มีการดึงตัวนายเชม แรบไบยิวที่ได้สัญชาติไทยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น และดำเนินกิจการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้
สำหรับคดีแรบไบยิวแปลงสัญชาติ และทำธุรกิจหลายประเภทในประเทศไทยนั้น “พลพีร์ สุวรรณฉวี” รมช.มหาดไทย (มท.2) ร่วมกับทาง กระทรวงยุติธรรม ได้กำชับทุกหน่วยงานให้ช่วยกันตรวจสอบว่า มีการกระทำความผิดตามกฎหมายไทยหรือไม่
โดยสำนวนคดีหลัก ทางกระทรวงยุติธรรมได้มอบให้ “ดีเอสไอ” รับผิดชอบเกี่ยวกับคดีนอมินี ตรวจสอบเส้นทางการเงินทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง หลังจากนี้…คาดว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น
……………………
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















