นายกฯ เยี่ยมชมอนุสรณ์สถานแห่งชาติชอร์เตนส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ พร้อมชื่นชมชุมชนคนไทยในภูฏานเป็นกำลังสำคัญร่วมพัฒนาประเทศ ย้ำทุกคนเป็น “ทูต” สานสัมพันธ์ไทย–ภูฏานให้แน่นแฟ้น
เมื่อวันที่ 31 ต.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยี่ยมชมอนุสรณ์สถานแห่งชาติชอร์เตน สถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อสัจจธรรม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติภูฏาน ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมของภูฏาน โดยการเยี่ยมชมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์อันใกล้ชิด ตลอดจนศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของภูฏาน เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างกัน
ทั้งนี้เมื่อค่ำวันที่ 30 ต.ค.69 เวลา 18.00 น. (เวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Pemako กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายอนุทิน พบปะและพูดคุยกับชุมชนชาวไทยในภูฏาน ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้กลับมาเยือนภูฏานอีกครั้ง หลังจากเคยเดินทางมาเมื่อเดือนเมษายน 2568 เพื่อปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศในช่วงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเป็นพิเศษระหว่างไทยกับภูฏาน พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู และเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ฯ ในฐานะทีมประเทศไทย (Team Thailand) ที่ให้การดูแลและอำนวยความสะดวกแก่คนไทยในภูฏานมาโดยตลอด
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ชุมชนคนไทยในภูฏานจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่คนไทยทุกคนมีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาประเทศภูฏาน ทั้งอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand: FFT) ที่นำความรู้และความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ไปถ่ายทอดและเสริมสร้างทักษะให้แก่ชาวภูฏาน ตลอดจนคนไทยที่ประกอบธุรกิจในสาขาต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมภูฏาน
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยคนไทยทุกคนที่พำนักและทำงานอยู่ในภูฏานเปรียบเสมือน “ทูต” ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนที่สละเวลามาร่วมพบปะกัน และฝากให้ดูแลรักษาสุขภาพ รวมทั้งให้กำลังใจเยาวชนไทยที่อยู่ในภูฏานตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป



















