นายกฯ อนุทิน ย้ำโครงการโซลาร์ภาคประชาชนไม่ใช่แค่มาตรการลดค่าไฟระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานประเทศ ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน รับเงินสนับสนุนรายละ 5 หมื่นบาท พร้อมเดินหน้าดึงลงทุนไฮเทค ยกระดับเกษตรไทย และสร้างรายได้ให้ถึงมือเกษตรกร
เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 31 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนว่า เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานประเทศ ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยลดค่าไฟในระยะสั้น โดยตั้งเป้าหมายระยะแรก 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนเงินครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก
นายอนุทินระบุว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนอยู่แล้ว ทั้งแสงอาทิตย์ ลม ขยะ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานโลก และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ก็จะช่วยลดค่าไฟที่ต้องซื้อจากระบบ ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินความต้องการยังสามารถขายคืนให้การไฟฟ้า กลายเป็นรายได้เพิ่มเติมของครัวเรือน อีกทั้งยังช่วยลดความจำเป็นที่ระบบไฟฟ้าจะต้องพึ่งพาการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว ถือเป็นประโยชน์ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ
ส่วนข้อกังวลเรื่องวินัยการคลังและกรอบเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 200,000 ล้านบาท นายอนุทินชี้แจงว่า ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเบิกเงินทั้งหมดออกมาใช้ทันที โดยโครงการโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือนจะใช้วงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท หากมีประชาชนใช้สิทธิน้อยกว่าเป้าหมาย เงินส่วนที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องเบิกออกมา และจะยังไม่เกิดภาระดอกเบี้ยจนกว่าจะมีการนำเงินกู้ออกมาใช้จริง
เมื่อถูกถามถึงเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านที่มองว่าเงินกู้ดังกล่าวเป็นการตีเช็คเปล่า นายอนุทินตอบโต้ว่า ฝ่ายที่วิจารณ์มีแต่โมหจริต ขาดข้อมูลและไม่ได้ศึกษารายละเอียด ต้องการโจมตีและบูลลี่รัฐบาลเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าโครงการต่าง ๆ ผ่านการกลั่นกรองจากหน่วยงานราชการและผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่รัฐบาลคิดขึ้นมาเองทั้งหมด
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การอนุมัติเงินกู้มีคณะกรรมการพิจารณา โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต้องทำตามคำสั่งรัฐบาล หากเห็นว่าโครงการไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หรือมีแนวโน้มทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงมั่นใจว่ามีกลไกตรวจสอบการใช้เงินอยู่
นายอนุทินยังกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมาตรการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 ว่า รัฐบาลต้องการสร้างส่วนต่างราคาเพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการใช้เครื่องจักรและการขนส่งของเกษตรกร พร้อมเพิ่มความต้องการวัตถุดิบในประเทศ ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง สำหรับผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล
อย่างไรก็ตาม นายอนุทินระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีน้ำมันทุกประเภทพร้อมกัน เนื่องจากน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หากลดภาษีทั้งหมด รัฐจะสูญเสียรายได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นงบประมาณที่จำเป็นต้องนำไปพัฒนาถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม การเยียวยาประชาชน และบริการสาธารณะด้านอื่น ๆ รัฐบาลจึงต้องเลือกมาตรการที่ช่วยประชาชน โดยไม่สร้างภาระทางการคลังเกินความจำเป็น
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการสร้างฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ว่า รัฐบาลกำลังเร่งดึงดูดการลงทุนทั้งจากนักลงทุนไทยและต่างประเทศ โดยได้พบปะนักลงทุนโดยตรงเพื่อรับทราบอุปสรรคที่ทำให้ตัดสินใจลงทุนได้ยากขึ้น ก่อนนำปัญหากลับไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบอุตสาหกรรมใหม่
ยกตัวอย่างกรณีนักลงทุนใน จ.ปราจีนบุรี ซึ่งติดข้อจำกัดการก่อสร้างอาคารพักอาศัยสำหรับแรงงาน ทั้งเรื่องความสูง จำนวนห้องพัก และขนาดพื้นที่ โดยรัฐบาลจะกลับไปตรวจสอบที่มาของข้อกำหนดดังกล่าว หากเป็นกฎที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและพื้นที่ ก็ต้องหาทางปลดล็อก แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน นักลงทุนในธุรกิจไฮเทคที่เข้าพบนายกรัฐมนตรีมีแผนลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2030 โดยลงทุนไปแล้วราว 80,000 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนมองว่าจุดแข็งของไทยอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ แหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ และบุคลากรที่มีความพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
นายอนุทินกล่าวว่า นักลงทุนไม่ได้มองแรงงานไทยว่ามีราคาถูกเป็นจุดเด่น แต่ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษา การเข้าถึงเทคโนโลยี ความเข้าใจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของเยาวชนและนักศึกษาไทย ซึ่งอยู่ในระดับที่นักลงทุนยอมรับได้
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยไม่ควรแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงดูดการลงทุนที่นำมาซึ่งห่วงโซ่อุปทาน การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการยกระดับทักษะแรงงาน โดยรัฐบาลจะพิจารณาสัดส่วนแรงงานต่างชาติ เพื่อให้การลงทุนใหม่สร้างงานแก่คนไทย พร้อมใช้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาให้นักลงทุนภายใต้กรอบกฎหมาย
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการเครดิตเทอม เพื่อให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยกำหนดระยะเวลาชำระเงินค่าสินค้าเกษตรไม่เกิน 30 วัน และสินค้าทั่วไปไม่เกิน 45 วัน มีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น
นายอนุทินกล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจระยะต่อไปต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งด้านพลังงาน การลงทุน เทคโนโลยี และภาคเกษตร โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.อุดรธานี ในสัปดาห์หน้า รัฐบาลเตรียมนำวาระแห่งชาติด้านการเกษตรไปหารือและวางนโยบาย เนื่องจากอุดรธานีเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และต้องการยกระดับภาคเกษตรให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ
นายกรัฐมนตรีมองว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก ความมั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์และมีศักยภาพส่งออกไปยังตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้กลับไปถึงภาคเกษตร
ทั้งนี้ นายอนุทินย้ำว่า การเชื่อมโยงความมั่นคงทางอาหารของไทยเข้ากับตลาดโลก ต้องทำให้ผลประโยชน์กระจายไปถึงเกษตรกร ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงตัวเลขการส่งออก โดยคำว่า “เกษตรกรรวย” ในมุมมองของรัฐบาล หมายถึงเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ มีเงินออมตามฐานะ และไม่ต้องเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนจนชักหน้าไม่ถึงหลัง
พร้อมระบุว่า ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญความไม่แน่นอน หากเกิดวิกฤตขึ้นมา ประเทศไทยควรเป็นหนึ่งในประเทศที่นานาชาตินึกถึง เพราะยังมีความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร และมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก



















