กระทรวงอุตสาหกรรมผนึกกำลังหลายหน่วยงาน ตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจปราบปรามขยะอิเล็กทรอนิกส์ คุมเข้มนำเข้า-ส่งออก และยกระดับกฎหมาย เตรียมตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง 1,500 กว่าแห่งใน 5 จังหวัดภายใน 1 สัปดาห์ พร้อมเดินหน้าเอาผิดทั้งแพ่ง-อาญา และประสาน ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน
เมื่อวันที่ 31 ต.ค.นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้กำหนดกลไกและกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีม เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ
ประกอบด้วย 1. ทีมปราบปรามและกวาดล้าง แบ่งเป็นชุดที่กระทรวงอุตสาหกรรมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกโรงงานกลุ่มเสี่ยงลำดับที่ 105 และ 106 และชุดที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบติดตามแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชน 2. ทีมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออก โดยมีกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออก พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 3. ทีมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของกฎหมายและอัตราโทษให้เด็ดขาด ป้องปรามการกระทำผิดซ้ำ ก่อนรวบรวมข้อมูลรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป
นายวราวุธกล่าวว่า สำหรับโรงงานที่กระทำความผิดในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 37 และมาตรา 39 รวมถึงฟ้องร้องทางแพ่ง และเตรียมดำเนินคดีอาญาด้วย นอกจากนี้ ในอนาคตจะขยายไปสู่การดำเนินคดีด้านการเงิน โดยประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อผลักดันให้ความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มบทลงโทษให้เข้มข้นขึ้น
นายวราวุธเปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 มีอยู่ทั่วประเทศ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่งกระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงตั้งทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยแต่ละทีมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด หน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ
การตรวจสอบจะเริ่มคิกออฟวันที่ 1 พ.ย.นี้ และดำเนินการต่อเนื่อง โดยภายใน 1 สัปดาห์จะเห็นความคืบหน้าว่าโรงงานใดปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่ เน้นตรวจพื้นที่เสี่ยงสูง พื้นที่ที่มีประชาชนร้องเรียน รวมถึงโรงงานที่เคยได้รับคำสั่งให้แก้ไขแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง
นายวราวุธระบุว่า ที่ผ่านมามักมีโรงงานขอขยายเวลาแก้ไขปัญหา แต่ได้กำหนดแนวทางชัดเจนว่า ต่อจากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ตามเงื่อนไขก็ต้องปิดโรงงาน นอกจากนี้ หากพบโรงงานที่เข้าข่ายใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินี ก็จะเร่งตรวจสอบด้วย
นายวราวุธกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2563 ประเทศไทยห้ามนำเข้าซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่ผ่านมา ยังพบการลักลอบนำเข้า ขณะเดียวกันมีปัญหาการนำเข้าซากรถยนต์ที่บดอัดเป็นก้อน ซึ่งอาจมีสายไฟและวัสดุอื่นเป็นส่วนประกอบ ทำให้สินค้าทั้งก้อนเข้าข่ายผิดกฎหมาย จึงต้องพิจารณาว่าจะกำหนดสัดส่วนการปนเปื้อนที่ยอมรับได้ไว้เท่าใด โดยอ้างอิงมาตรฐานสากล ซึ่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษโลหะจะพิจารณารายละเอียดและคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้
ส่วนกรณีการใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบในประเทศ นายวราวุธกล่าวว่า หากไทยสั่งห้ามนำเข้าเศษเหล็กทั้งหมด อาจเป็นประโยชน์ต่อบางประเทศในยุโรปที่ไม่ต้องการส่งออกอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าเศษเหล็กเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ ขณะที่กรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่า มีเศษเหล็กบางชนิดที่นำมารีไซเคิลในประเทศในสัดส่วนน้อย แต่กลับมีการส่งออกเป็นจำนวนมาก จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบด้าน โดยถึงเวลาที่ต้องจัดการปัญหาอย่างจริงจัง
สำหรับการติดตามสินค้าตั้งแต่ต้นทาง นายวราวุธยอมรับว่า ที่ผ่านมาอาจมีปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จึงเตรียมหารือกับอธิบดีกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติม ส่วนการสำแดงสินค้าเท็จนั้น หากต้องการให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์จะต้องตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ แต่เห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายให้มีบทลงโทษเข้มข้นขึ้น และกำหนดให้โรงงานสั่งซื้อวัตถุดิบโดยตรง จะช่วยให้ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้และลดโอกาสการสำแดงเท็จ
เมื่อถามว่าการตรวจสอบอาจกระทบโรงงานที่มองว่าตนเองไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่ต้องหยุดกิจการชั่วคราวจนส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า หากโรงงานดำเนินการไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานต้องพิจารณากัน แต่ไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
กรณีโรงงานบางแห่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหลายประเภท จะตรวจสอบว่าการดำเนินงานจริงตรงกับประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ หากพบว่าไม่ตรงตามใบอนุญาต อาจพิจารณายึดใบอนุญาต พร้อมขอความร่วมมือตำรวจช่วยตรวจสอบและเป็นหูเป็นตาในพื้นที่
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.โรงงาน ที่เปิดโอกาสให้มีการเช่าซื้อใบอนุญาต ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาซื้อและประกอบกิจการโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นายวราวุธกล่าวว่า ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณาแก้ไขมาตราดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเห็นว่ามีข้อกำหนดบางส่วนไม่สมเหตุสมผล และหากเป็นไปได้ก็ต้องการให้ยกเลิก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการแก้ไข
ส่วนการต่ออายุใบอนุญาตทุก 5 ปีนั้น จะต้องหารือกับหลายฝ่าย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาความเหมาะสม เนื่องจากมีมุมมองจากนักลงทุนต่างชาติว่าระยะเวลา 5 ปีอาจสั้นเกินไป และยังมีความไม่แน่นอนว่าจะได้รับการต่ออายุหรือไม่
นายวราวุธกล่าวถึงการดำเนินคดีกับโรงงานที่กระทำความผิดและการเยียวยาประชาชนว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการกับผู้ประกอบการบางรายที่ตรวจพบการกระทำผิดแล้ว เช่น กรณี จ.ปราจีนบุรี ที่พบคราบน้ำไหลออกมา ซึ่งจะต้องหารือถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกรภายหลังระดับน้ำลดลง
ส่วนกรณีที่พบของกลางแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นของผู้ประกอบการรายใด กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องใช้งบประมาณของกรมในการดำเนินการ หากงบประมาณไม่เพียงพอจะต้องเสนอขอใช้งบกลางมาสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบพบว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด ผู้กระทำความผิดรายนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนจำนวนเงินชดเชยและขอบเขตความรับผิดชอบจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างบริษัท จังหวัด และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อพิจารณาความเสียหายอย่างเป็นธรรม



















