ใน 2 ปีนี้หากตรียมพร้อมไม่สมบูรณ์ “SMR” จะหลุดจากแผน PDP 2026

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ต้องวางโครงสร้างพื้นฐานและระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เสร็จภายใน 2 ปี นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โรงแรก 300 เมกะวัตต์จึงจะเกิดได้ภายในปี 2580 ตามกำหนดในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026)” เป็นการประเมินของเจ้าหน้าที่ระดับสูงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ต้องเป็นแม่งานขับเคลื่อนผลิตไฟฟ้าจาก SMR แห่งแรก

โดยเฉพาะการก่อรูปองค์กรขับเคลื่อนโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (Nuclear Energy Programme Implementing Organisation : NEPIO) สำคัญมาก ซึ่งยังไม่เห็นเงา แต่อย่างที่บอกการเตรียรมพร้อมต้องเสร็จภายใน 1-2 ปีนี้  SMR จึงจะเคลื่อนไปได้ เพื่อให้มาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานงาน วางแผน และดำเนินโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในระยะยาว เนื่องจาก SMR ต้องเกี่ยวข้องกับหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงฝ่ายความมั่นคง ทั้งมีขั้นตอนมากมาย ต่างจากโรงไฟฟ้าที่เราเคยๆทำอยู่แบบคนละเบอร์

แล้วก็ยังไม่นับรวมเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างอีกประมาณ 5 ปี ซึ่งไทยถือว่าเป็นประเทศใหม่สำหรับนิวเคลียร์แม้จะเคยตั้งท่าจะทำเมื่อ 50 ปีมาแล้วแต่ก็ไปไม่ถึง ดังนั้น 5 ปีก็อาจจะเป็นแค่กรอบ อาจนานกว่านั้น เพราะต้องผ่านด่านหินอีกหลายด่าน

เมื่อเป็นงานหิน ขั้นตอนการเตรียมพร้อมจึงสำคัญ ซึ่งช่วง 2 ปีนี้เรียกว่าเป็นนาทีทองหาก SMR โรงแรก 300 เมกะวัตต์เกิดได้ทันปี 2580 และเดินอย่างราบรื่น โรงอื่นๆย่อมตามมาเป็นขบวน เพราะร่างแผน PDP 2026 เปิดทางให้ผลิตไฟฟ้าจาก SMR ถึง 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593

แต่ก็เชื่อว่าเมื่อบริบทเปลี่ยนไปจากเมื่อ 50 ปีก่อนที่ไทยเคยบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ในแผน PDP จากโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิทัล การผลักดันจากหลายภาคส่วนทั้งนอกและในประเทศมีผลอย่างมาก ทั้งฝ่ายพ่อค้าขายเทคโนโลยี ขายอุปกรณ์ ผู้รับเหมา ผู้ผลิตไฟฟ้าที่อยากทำ SMR และภาคอุตสาหกรรมที่อยากมีไฟฟ้าเสถียรแบบไม่แพง รวมถึงคน GEN ใหม่ที่พร้อมอยู่กับเทคโนโลยีใหม่ๆล้ำๆ

ดังนั้นความเคลื่อนไหวในเรื่อง SMR หลังจากนี้จะเรียกว่าเดินหน้าแบบลุยเลยทีเดียว ยิ่ง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) มาเป็นหน่วยงานหลักในการสื่อสาร นำด้วยนักสื่อสารอย่าง “นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ” เลขาธิการ ปส. พื้นที่การสื่อสารจะออกมาจาก ปส.เป็นสำคัญ เมื่อพูดโดยแพทย์ด้วยอาจต่างจากเมื่อ 50 ปีก่อนที่นำโดยฝ่ายเทคนิคอย่างกฟผ.และกระทรวงพลังงาน

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ

แต่เมื่อ กฟผ.ต้องทำหน้าที่นำร่องเดินเครื่องโรงแรก 300 เมกะวัตต์ตามที่ได้รับมอบหมาย ถือเป็นความท้าทายเลยทีเดียว เพราะหากเกิดไม่ได้ไปไม่ถึงเหมือนอดีตอีก ย่อมกระทบต่อเครดิตขององค์กรไม่มากก็น้อย (แต่ยังไงเสียสุดท้ายก็ต้องฟังเสียงประชาชนด้วย)

ตอนนี้กฟผ.มีทีมบุคลากรที่จะบุกในเรื่องนี้กว่า 30 คนทั้งคนเก่าที่ได้เรียนรู้นิวเคลียร์มาแล้ว และคนใหม่และอยู่ในกระบวนการหาที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Pre-Feasibility Study) ซึ่งมีกำหนดศึกษาให้แล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งการศึกษามุ่งเน้นใน  6 ด้านสําคัญ ได้แก่

1) ทบทวนนโยบายของไทย ข้อกําหนดด้านกฎระเบียบ และกรอบงานระดับชาติ

2) การประเมินเทคโนโลยี SMR

3) การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและการเงิน

4) การวางแผนกําลังคนและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

5) การบริหารโครงการและการวางแผนการดําเนินงาน

6) การเลือกและประเมินสถานที่

โดยการจ้างที่ปรึกษาจะทำควบคู่ไปกับการศึกษาที่ทำกับองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐ (USTDA) ที่กฟผ.ลงนามร่วมกันไปเมื่อ 14 ก.ย.69 ที่ผ่านมา เพราะสหรัฐในฐานะที่มีเทคโนโลยี SMR ก็ไม่ยอมตกข่าว แม้จะไม่มีข้อผูกพันว่าต้องใช้เทคโนโลยีสหรัฐ แต่การคลุกวงในไว้ก่อนย่อมได้เปรียบ แต่สุดท้ายไทยจะเลือกใช้เทคโนโลยีของเจ้าใด ต้องใช้หลายปัจจัย ผ่านการเคาะเลือกหลายตลบ และจะเอาแพคเกจแบบไหนก็ต้องตัดสินใจ ให้เจ้าของเทคโนโลยีดูแลทั้งหมดรวมถึงการซ่อมบำรุง การจัดการเชื้อเพลิงหลังการใช้งานแล้วดูแลกันอย่างไร รวมถึงยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องนำมาพ่วงพิจารณา อาทิ ความมั่นคง ?

ทั้งนี้อาจมีประเด็นการตัดสินใจเข้ามาเพิ่ม หากการศึกษาพบว่าสร้างขนาด 4 ยูนิต จาก 300 เมกะวัตต์เป็น 1,200 เมกะวัตต์จะคุ้มค่ากว่า จะได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับทีเดียวเลย หมายถึงทำ 1,200 เมกะวัตต์ถูกกว่าทำยูนิตเดียว 300 เมกะวัตต์ ก็ต้องทิศทางลมในช่วงนั้นอีกที และต้องอยู่ที่ความพร้อมทางการเงินด้วย  เพราะโรงเดียวการลงทุนสูงถึง 6-7 หมื่นล้านบาท

ที่บอกว่างานนี้ปส.มาแรงในการสื่อสาร และขับเคลื่อนกลไกต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพราะรับภารกิจเต็มๆในการทำหน้าที่กำกับดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ปัจจุบันกำลังสร้างกลไกการกำกับดูแล พร้อมประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เพราะปส.ถือกฎหมายกำกับดูแล ตาม พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559  มีอำนาจกำกับดูแลสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ตลอดอายุโครงการโดยตรง ใครจะสร้าง SMR ต้องมาขอใบอนุญาตจากปส. ตาม พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์ฯ ทั้ง 1.ใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ 2.ใบอนุญาตก่อสร้าง 3.การอนุญาตบรรจุเชื้อเพลิงและทดสอบการเดินเครื่อง 4.ใบอนุญาตดำเนินการ 5.ใบอนุญาตเลิกดำเนินการ

ตอนนี้ ปส.กำลังง่วนกับการวางกลไกการกำกับดูแลให้ครอบคลุมทั้งหมด 3 ส่วนสำคัญที่เริ่มทำแล้ว คือการตั้ง “สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก” เมื่อเดือนก.ย.69 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางพิจารณาใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ และบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอนุญาตและการกำกับดูแลสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ และเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ รองรับโรงไฟฟ้า SMR พร้อมตั้งศูนย์บริการร่วมแห่งชาติ (National One Stop Service) ด้วย

  • ตั้ง “สถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากรการกำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสี” รองรับด้วยการยกร่างแผนแม่บทพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HRDP) ระยะยาว เพื่อสร้างบุคลากรกำกับดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะปส.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลต้องส่งคนไปดูแลแต่ละยูนิต เลขาธิการปส.ระบุว่า ในส่วนผู้ปฏิบัติงานต่อ 1 ยูนิตต้องใช้คนไม่ต่ำกว่า 500 คน ส่วนคนกำกับดูแลต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 10 คนต่อยูนิต หากทำได้ครบตามแผน 9,000 เมกะวัตต์เท่ากับ 30 ยูนิต ใช้คนรวมๆ 300 คน ในอีก10 ปี ซึ่งปส.จะเร่งผลิตคนไทยมารองรับแทนการนำเข้าบุคลากรจากประเทศอื่นเตรียมพร้อมเหตุฉุกเฉิน ปส.ใช้ ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี (NuREAC) และรถปฏิบัติการฉุกเฉินทางรังสีเคลื่อนที่เร็วออกปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง และใช้งานสถานีตรวจวัดระดับรังสี 23 สถานีทั่วประเทศทำงานด้านการเตือนภัยล่วงหน้า แบ่งเป็นสถานีตรวจวัดในอากาศ 21 สถานี และใต้น้ำ 2 สถานี

ในด้านการเตรียมพร้อมดู ปส.จะมีคำตอบพร้อมอธิบายสังคม แต่ภาพจำของคนไทยจากการระเบิดของโรงไฟฟ้าปรมาณู จะก้าวพ้นได้อย่างไร ??  นพ.รุ่งเรือง ยอมรับว่า ภาพเหล่านี้ติดตาตรึงใจ เขาใช้วิธีอธิบายว่า ให้ย้ายไปมองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อื่นๆจำนวนมากที่ยังเดินหน้าผลิตไฟฟ้ามาจนถึงทุกวันนี้ และเทคโนโลยีปัจจุบันยังทำให้นิวเคลียร์ถูกนำไปใช้งานในยานพาหนะด้วย เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน หรือเรือดำน้ำ

เมื่อประกาศว่าจะมีนิวเคลียร์ในแผน PDP 2026 ถึง 9,000 เมกะวัตต์ เอาเข้าจริงความพร้อมด้านเงินทุนและการจัดหาเงินลงทุนในการก่อสร้าง (Funding and Financing) อาจไม่น่ากังวลเท่าไหร่ ยากหน่อยอยู่ตรงการจัดตั้งกองทุนการกำจัดเชื้อเพลิงใช้แล้ว และกองทุนการรื้อถอน (Decommissioning Fund) เพื่อให้มีเงินประกันรองรับความปลอดภัยตลอดอายุโครงการ ไปจนถึงการเลิกดำเนินการ ซึ่งกว่ากันว่าราว 60-70 ปีเท่าๆกับ 1 ช่วงอายุคน ดังนั้นจะเป็นลักษณะ คนรุ่นหนึ่งอาจได้เห็นแค่การเตรียมพร้อมของ SMR คนอีกรุ่นได้เห็นการเดินเครื่อง ขณะที่คนอีกรุ่นได้เห็นการรื้อถอน อย่างไรก็ตามตอนนี้ปส.ได้ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ พ.ศ. …. อยู่ระหว่างขั้นตอนเสนอเข้าครม.เพื่อมากำกับดูแลสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ทั้งหมดด้วย

เรื่องใหญ่จริงๆ ของ SMR คือความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ 19 ด้านตามกรอบของ IAEA ที่ต้องทำให้เกิดขึ้น และ SMR จะอยู่ที่ไหนโรงแรกเป็นคำถามสำคัญ?? ที่ประชาชนรุ่นนี้กำลังเฝ้าติดตาม (ส่วนเวลาเดินเครื่องจริงๆ และทำยูนิตถัดไปทำโดยเอกชน คนรุ่นใหม่อาจไม่มีคำถามก็เป็นได้)

ทั้งนี้การคัดเลือกพื้นที่โครงการแต่ละยูนิตคงไม่ง่ายนัก ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ IAEA และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ต้องเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมทางธรณีวิทยา ผ่านการประเมินความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม และสึนามิ รวมถึงความเสี่ยงจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น ต้องอยู่ห่างจากสนามบิน ต้องอยู่ห่างจากชุมชน เป็นต้น แต่ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำสำหรับระบายความร้อน และประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องเอาด้วย

สำหรับพื้นที่ที่มีศักยภาพเบื้องต้นกฟผ.ออกมาบอกแล้วว่า จะดูพื้นที่ของกฟผ.ก่อน และครอบคลุมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่ง กฟผ. มีข้อตกลงความร่วมมือไว้ รวมถึงพื้นที่ใกล้เขื่อนและพื้นที่ของหน่วยงานรัฐหรือทหาร แต่ทั้งหมดต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียด

เพราะ SMR “ต้องปลอดภัยไว้ก่อน” ดังนั้นไม่ได้มีเพียงจะเลือกเทคโนโลยี หรือก่อสร้างโรงไฟฟ้าอย่างไร การเตรียมความพร้อมทั้งระบบสำคัญมาก จึงจะไปสู่การันตีความปลอดภัย ตั้งแต่บุคลากร กฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย การบริหารจัดการกากกัมมันตรังสี รวมๆต้องพัฒนาระบบสำคัญ 6 ด้านให้เกิดขึ้น ประกอบด้วย

1. ระบบกำกับดูแล SMR ตลอดวงจรชีวิตตามมาตรฐาน และแนวทางของ IAEA ตามหลัก 3S ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และการพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards)

2. ระบบเตรียมความพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยงการทำงานจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่

3. ระบบกฎหมายและความรับผิดชอบทางนิวเคลียร์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม

4. ระบบจัดการกากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วอย่างครบวงจร โดยยึดหลักความปลอดภัย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ผลักภาระไปยังคนรุ่นต่อไป

5. ระบบและแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

6. ระบบการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง

ทั้งมีเรื่องที่ต้องทำพร้อมกับการพัฒนา 6 ด้านข้างต้น คือ การสื่อสารกับประชาชนทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะทำอะไร เพื่อความโปร่งใส ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงการในที่สุด…อย่าลืมว่า SMR ไม่ใช่แค่ไทยผงาดใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ แต่เป็นเรื่องที่เข้ามากระทบคุณภาพชีวิตประชาชน “จากความกลัว และหวาดระแวง” ไปตลอด โดยเฉพาะกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ SMR

………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img