เมื่อ“การเมืองสหรัฐฯ”เปลี่ยนขั้ว!! “ไทย”คว้าอานิสงส์ได้แค่ไหน???

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ประเทศไทยจะได้อะไร เมื่อการเมืองสหรัฐฯ เปลี่ยนขั้ว!….นี่คงเป็นคำถามที่ใครหลายคนอยากรู้ ที่สำคัญ…ไม่ใช่แค่ประชาชนคนไทยเท่านั้น ที่หาคำตอบ แต่คนทั่วโลก…ต่างค้นคว้าหาคำตอบด้วยเช่นกัน

เอาที่ชัด ๆ และเห็นทันที บรรดานักลงทุนทองคำที่ติดดอยอยู่ก็คงใจชื้นกลับขึ้นมาบ้าง ขณะที่ชาวบ้านชาวช่องที่ไปแห่ซื้อทองคำเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยคนละ 1,500 บาท ถ้าซื้อทองคำน้ำหนัก 1 บาท

ส่วนคนใช้รถ…โดยเฉพาะรถที่ใช้น้ำมัน ก็น่าจะแสยะยิ้มได้สักนิด หลังราคาเบนซินและโซฮอล์ ลดลงลิตรละ 70 ตังค์ แม้ไม่เท่ากับที่ขึ้นพรวด ๆ ไปก่อนหน้านี้ก็ตาม

จะเหลือก็ราคาดีเซล ที่จะลดราคาลงได้แค่ไหน ประจวบเหมาะไปกับบรรดาผู้ประกอบการ ผู้ใช้รถบรรทุก ที่รวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลลดราคาลง 10 บาท ก่อนรวมตัวปิดกรุงอีกครั้ง หากรัฐบาลไม่สนองตอบ

ส่วนประชาชนตาดำ ๆ คงต้องรอไปก่อน ว่าของใช้ ของกิน โดยเฉพาะอาหารจานด่วน ข้างแกง แกงถุง จะลดราคาลงเมื่อไหร่? เพราะที่ผ่าน ๆ มา ราคาข้าวของก็ไม่เคยลดราคาลงอยู่แล้ว

หันมาดูภาพรวมเศรษฐกิจ อานิสงส์ที่เห็นเด่นชัด ก็คือเรื่องของอัตราภาษีที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” เรียกเก็บจากไทยและทั่วโลก เพิ่มขึ้น ตรงนี้อำนาจเดิมที่ไม่สามารถใช้ได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป อาจทำให้การกระทำใด ๆ อาจยากลำบากมากขึ้น

แต่ก็ไม่ควรคาดหวังว่า…ภาษีจะลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะอำนาจด้านการค้าของ “ประธานาธิบดีทรัมป์” ยังคงมีอยู่ และการเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาไม่ได้ทำให้ข้อตกลงหรือมาตรการภาษีที่ประกาศไปแล้วสิ้นผลทันที

บรรดากูรู นักเศรษฐศาสตร์ รวมไปถึงผู้ประกอบการ ต่างออกมาเรียกร้องไปในทิศทางเดียวกัน ต้องการให้รัฐบาลต้องเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่เป็นธรรมและแข่งขันได้

โดยเฉพาะการรักษาอัตราภาษีให้ไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่ง รวมไปถึงการผลักดันให้สินค้าไทยได้รับการยกเว้นภาษีในรายการที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องเดินหน้า ต้องเร่งลงมือทำ ไม่ใช่แค่รอดูว่า…สหรัฐฯ จะเปลี่ยนท่าทีอย่างไร เท่านั้น!

ต้องยอมรับว่า…อัตราภาษี ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญ หากสหรัฐฯ ยังคงเรียกเก็บภาษีนำเข้า ในอัตราที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หรือคู่แข่งสำคัญของไทย ไทยก็จะเสียเปรียบ แม้อัตราต่างกันไม่กี่เปอร์เซนต์ก็ตาม

เพราะความต่างของอัตราภาษี ก็ทำให้ยอดออเดอร์ ที่ควรจะมาที่ประเทศไทย ผู้ประกอบการไทย กลับลดน้อยถอยลงไป แล้วไปเพิ่มในส่วนของประเทศคู่แข่งที่มีอัตราภาษีน้อยกว่า

เมื่อเป็นเช่นนั้น! ก็ย่อมเกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่ เพราะยอดออเดอร์น้อย กำลังการผลิตก็ย่อมต้องลดน้อยตามไปด้วย การใช้กำลังแรงงาน ก็ย่อมต้องลดตามไปสัดส่วนการผลิตที่ลดลง และอีกสารพัดปัญหา ก็จะตามมา

แต่! ถ้ารัฐบาลไทย หน่วยงานไทย ทำการเจรจาได้สำเร็จ และรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ ก็มีโอกาสดึงออเดอร์ และการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง

อย่าลืมว่า…สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยปี 68 ที่ผ่านมา ไทยส่งสินค้าไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.37 ล้านล้านบาท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานในประเทศประมาณ 4 แสนตำแหน่ง สินค้าสำคัญมีตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยางพารา ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภท

ที่ผ่านมา ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะภาษีตอบโต้ทางการค้า (Reciprocal Tariff) ที่เคยกำหนดอัตราสูงถึง 36% ก่อนปรับลดลงมาอยู่ที่ 19% ตามกรอบการเจรจา

แต่สถานการณ์ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางการค้าอื่น ทั้งมาตรา 301 และการตรวจสอบประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันรอบใหม่ต่อสินค้าไทยได้

การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา จึงอาจเป็นโอกาสให้เกิดการตรวจสอบนโยบายการค้าของรัฐบาลอย่างเข้มข้นขึ้น ลดความเสี่ยงจากการใช้มาตรการฝ่ายเดียว และเพิ่มพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้าได้เจรจาต่อรองมากขึ้น

อย่างที่บอก…ยังไม่ควรตั้งความหวังว่า อัตราภาษีการค้า จะลดลงไปโดยอัตโนมัติ เพราะอย่างไรซะ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่เหมือนเดิม เพียงแค่อำนาจบริหารและอำนาจต่อรอง อาจถูกจำกัดลงไป

แต่! “ทรัมป์” ยังคงมีอำนาจใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายที่ผ่านจากสภาได้ ซึ่งตัวทรัมป์เอง ก็ออกมาแสดงท่าทีพร้อมใช้ VETO เพื่อสกัดกั้นร่างกฎหมายจากฝั่งเดโมแครตเช่นกัน

ขณะที่ทีมงานในทำเนียบขาวเตรียมแผนใช้ “อำนาจบริหาร” เพื่อลัดขั้นตอนสภา ในการเดินหน้านโยบายสำคัญ เช่น นโยบายการค้าและการควบคุมพรมแดน การข้ามแดน

ท้ายที่สุดแล้ว…ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ รอบนี้ จะเป็นข่าวดี ๆ สำหรับเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ว่าไทยรอรับอานิสงส์เท่านั้น แต่! ขึ้นอยู่กับว่าไทยจะหาช่องเพื่อคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงนี้ได้หรือไม่?

………………………….

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img