‘ทวี’เผยปธ.ศาลอุทธรณ์ชี้คดีฟ้อง 8 กกต. ปม‘ฮั้ว สว.’อยู่ในอำนาจศาลอาญาทุจริตฯ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เผยคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ คดีผู้สมัคร สว. ฟ้องเลขาธิการ กกต. และกรรมการ กกต. ปมกล่าวหาละเว้นหน้าที่ตรวจสอบการฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ชี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ย้ำเป็นเพียงการวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล ยังไม่ใช่คำตัดสินว่าจำเลยกระทำผิด

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2569 พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 ลงวันที่ 6 พ.ย. 2569 ระบุว่า คดีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรรมการ กกต. ในข้อกล่าวหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการตรวจสอบการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

คดีดังกล่าวมีนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หมายเลข 71 ซึ่งผ่านการเลือกระดับประเทศและได้รับการจัดให้อยู่ในบัญชีสำรองลำดับที่ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2567 หรือเพียงหนึ่งวันหลังการเลือกระดับประเทศ นายพงศกรณ์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต. กล่าวหาว่ามีการฮั้วหรือทุจริตในการเลือก สว. ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี โดยอ้างว่าตนเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากกระบวนการเลือกที่อาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม และมีสิทธิยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 88

สาระสำคัญของคำฟ้องระบุว่า กกต. เพิกเฉยและไม่วินิจฉัยคำร้องโดยเร็ว ทั้งยังมีการตั้งคณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการประวิงเวลา ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและมีความเห็นเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 รายแล้ว

โจทก์จึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 32 และส่งผลกระทบต่อสิทธิของตนในฐานะผู้เสียหายตามมาตรา 88

ต่อมา นายพงศกรณ์ได้ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และกรรมการ กกต. รวม 8 คน ก่อนถอนฟ้องกรรมการ กกต. 2 คน ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย ทำให้เหลือจำเลย 6 คน ประกอบด้วยเลขาธิการ กกต. 1 คน และกรรมการ กกต. อีก 5 คน ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างมาก โดยเป็นการฟ้องบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง มิใช่ฟ้ององค์กร กกต. โดยตรง

สำหรับข้อกล่าวหาสำคัญ โจทก์ระบุว่า กกต. มีมติไม่รับพยานหลักฐานสำคัญจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้แก่ ข้อมูลเส้นทางการเงิน หลักฐานการโอนเงิน ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฮั้วเลือก สว.

ภายหลังโจทก์ได้ทำหนังสือโต้แย้งและขอให้ กกต. ทบทวนมติเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2569 แต่ กกต. มีหนังสือลงวันที่ 11 มี.ค. 2569 ปฏิเสธคำขอทบทวนดังกล่าว

อีกประเด็นทางกฎหมายที่โจทก์หยิบยกขึ้นโต้แย้ง คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 ซึ่งกำหนดให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม โดยโจทก์เห็นว่าเกณฑ์ดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่แตกต่างจากการพิสูจน์ความผิดเพื่อพิพากษาลงโทษในคดีอาญา

พล.ต.อ.ทวีกล่าวว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ครั้งนี้มีความสำคัญต่อหลักนิติธรรม โดยให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้เสียหายจากการทุจริตในการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3

โดยประธานศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลว่า ประชาชนทุกคน รวมถึงโจทก์ ย่อมมีสถานะเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นโดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2) ทั้งนี้ การใช้สิทธิฟ้องคดีแต่ละกรณียังคงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 38 ยังบัญญัติให้กรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน และเลขาธิการ กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้น เมื่อมีการฟ้องร้องกล่าวหาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

ทั้งนี้ คดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ถือเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตของกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และระบบตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ หากมีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อควบคุมผลการเลือกอย่างเป็นระบบจริง ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการกฎหมายอย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ครั้งนี้เป็นการชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาล มิใช่คำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 6 คนกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แต่เป็นการเปิดช่องให้คดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลที่มีอำนาจ เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรม ภายใต้หลักการที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img