#แลนด์สไลด์ เกิดปรากฏการณ์ให้เห็นในศึก เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ผู้ชนะได้แต้มทิ้งห่างคู่แข่ง…ชนิดม้วนเดียวจบ
เพิ่มอุณหภูมิบนกระดานการเมือง 2 ขั้วทางยุทธศาสตร์ระหว่าง “ฝ่ายก้าวหน้า” กับ “ฝ่ายอนุรักษ์” ปะทะทางความคิดรุนแรงมากขึ้น
อีกฝ่ายมองทะลุอนาคตเลือกตั้งสนามใหญ่ แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน
ขั้วตรงข้ามคิดหนักจะเบรกเกมนี้ได้ต้องล้มเลือกตั้งสถานเดียว โดยยึดอำนาจอีกครั้ง
ต้องยอมรับตั้งแต่รัฐประหารปี 49 ก็ตอกลิ่มให้ขั้วการเมืองไทยแบ่งแยกและขัดแย้งชัดเจน ระหว่าง “กองทัพ” กับ “ประชาชน” เป็น “ฝ่ายอนุรักษ์” กับ “ฝ่ายก้าวหน้า”
บนกลุ่มผลประโยชน์หากินกับสภาพความขัดแย้งของสังคมไทย ประชาชนและประเทศติดหล่ม ไม่ไปไหน แต่กลุ่มผลประโยชน์กอบโกยทรัพยากรเข้ากระเป๋าตัวเอง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนยึดอำนาจอีกครั้ง 22 พ.ค.57 ฝ่ายความมั่นไม่ได้แค่ล้มรัฐบาล แต่เข้ามาปกครองประเทศโดยไม่มีเพดานคืนอำนาจให้ประชาชน
จุดนี้เป็นการกระชับอำนาจแบบรวมศูนย์ สร้างรัฐราชการหรือพรรคราชการ ประกอบด้วย กลุ่มทหาร-ข้าราชการ-ศักดินา-กลุ่มผลประโยชน์
เหล่าเยาวชนที่เห็นความขัดแย้งมาตลอดยาวนาน แถมมองไม่เห็นอนาคตยืนรออยู่ข้างหน้า เคลื่อนไหวทะลุเพดาน ปฏิรูปการเมืองและจารีต
เกิดกลุ่มการเมืองหลากเฉดเสื้อสี ท่ามกลางพลังเงียบที่เป็นฐานการเมืองใหญ่ ชี้เป็นชี้ตาย เลือกอยู่ขั้วใดขึ้นอยู่กับเหตุผลที่แก้โจทย์ของประเทศได้ แต่ไม่ได้ตัดสินใจเลือกอยู่ขั้วใดขั้วหนึ่ง
“ได้แนวร่วมคนกลาง ๆ ไปมากขึ้นกว่าเดิม” ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ มองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และส.ก.ครั้งประวัติศาสตร์ในเบื้องต้น
สอดคล้องกับการแบ่งขั้วทางการเมืองในการเลือกครั้งนี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ย้ำจุดยืนลงอิสระ แยกวงพรรคเพื่อไทยมานานแล้ว
แม้ถูกกล่อมก็ไม่ยอมกลับไป เพื่อต้องการได้ฐานเสียงจากคนรุ่นใหม่และพลังเงียบ แต่ทางการเมืองก็พยายามผูกโยงให้อยู่ขั้วพรรคเพื่อไทย หรือฝ่ายที่ไม่เอา
ต่างกับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ในทางการเมือง เหมือนยืนอยู่ขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ ผลคะแนนออกมาห่างกันไม่มาก

“ราษฎรเต็มขั้น” ขอทวนกระแสการเมืองอันเชี่ยวกราก ว่าผลเลือกตั้งผู้ว่าฯครั้งประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็นชัยชนะของฝ่ายก้าวหน้า หรือความพ่ายแพ้ของฝ่ายอนุรักษ์
แต่เป็นจุดเริ่มต้นประชาธิปไตยใหม่ เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง และชีวิตหลังภาวะปกติใหม่
รวมถึงทัศนะต่อการเมืองที่ต้องการการเมืองตอบโจทย์ประเทศ ตอบสนองความต้องการของคนทุกกลุ่ม
ต่อไปนี้ไม่ใช่แค่การเมืองมีตัวละครหลักที่เป็นกลุ่มความคิดก้าวหน้า ที่ต้องการเขย่าโครงสร้างเปลี่ยนประเทศ กับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ปกป้องผลประโยชน์ที่ฝังลึกในสังคมอีกต่อไป
กลุ่มพลังเงียบ เริ่มจุดกระแสการเมืองที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่ทุกคน ทุกระดับ ทุกพื้นที่ ทุกสาขาเข้ามามีส่วนร่วม เขย่าสังคมการเมือง เพื่อให้เกิดแรงกดดันมหาศาลปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่
สอดรับกับท่าทีของพ่อเมืองป้ายแดง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ “ไม่อยากให้แบ่งขั้วการเมืองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตย หรือฝั่งใด ผมเป็นผู้ว่าฯของทุกคน ไม่อยากผูกมัดกับการเมืองใหญ่”
นับเป็นหัวเชื้อให้พรรคการเมืองเกิดใหม่ ตีโจทย์ประเทศให้แตกก่อนการเลือกตั้งใหญ่จะเกิดขึ้น เพื่อเป็นตัวเชื่อม 2 ขั้วการเมือง ร่วมกันปฏิรูปประเทศ บนสภาพยอมรับความเห็นต่างๆ
………………………………….
คอลัมน์ : ไขกุญแจ/ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น