แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ ภายใต้รัฐบาล 4 เดือนกำลังเป็นที่จับตาว่า จะหน้าตาออกมาอย่างไร แต่แน่ ๆ ต้องทำเร็ว การเคลื่อนไหวล่าสุด คณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ที่ตั้งใหม่มี “ทศพร ศิริสัมพันธ์” เป็นประธานฯ ได้ถกนัดแรกไปเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา
ภายใต้คณะอนุกรรมการชุดนี้ มีการตั้ง 2 คณะทำงาน คณะหนึ่งดู Load Forecast หรือทิศทางการใช้ไฟฟ้าในอนาคต-คณะสองเอาตัวเลข Load Forecast มาจัดเรียงว่า โรงไฟฟ้าไหนจะเข้าระบบ
เบื้องต้นแผน PDP ฉบับใหม่จะเป็นแผนยาวกว่าเดิม 25 ปี จากปี 2569-2593 ครอบคลุมเป้าหมายที่ไทยต้องมุ่งสู่ “Net Zero Emission” หรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 หรือ พ.ศ.2593
ตอนนี้ คณะหนึ่ง ได้ดึงสภาพัฒน์เข้ามาช่วยฟันธงตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อพยากรณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าระหว่างปี 2569-2593 เป็นเท่าไหร่ หลายคนมองว่า มองยาวไปอาจคลาดเคลื่อน แต่เนื่องจากแผน PDP จะมีการปรับทุก ๆ 5 ปี พอได้พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าแล้วก็จะมาดูว่า จะเอาโรงไฟฟ้าประเภทไหนมาผลิตตอบสนองความต้องการ
ภายใต้โจทย์ Net Zero Emission 2050 แนวทางก็คือ 1.การผลิตไฟฟ้าสะอาดต้องมากกว่า 50% 2.การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าต้องมาต่อเนื่อง 3.มาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency : EE) ต้องมากกว่า 30% และ 4.ต้องเข้าสูตร 4D1E รองรับ Energy Disruption ทั้ง Digitalization หรือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้, Decarbonization ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์, Decentralization การผลิตพลังงานแบบกระจายตัว, De-Regulation ส่งเสริมการแข่งขันในกิจการพลังงาน และ Electrification การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังานไฟฟ้า

ความท้าทายของ PDP อยู่ที่จะทำให้ประเด็นที่เห็นต่างลงตัวได้อย่างไร “วัฒนพงษ์ คุโรวาท” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แม่งานทำ PDP บอกว่า มีหลายเรื่องที่ต้องหาจุดร่วมให้ลงตัว ประกอบด้วย 1.สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร 51:49 หรือไม่ ระหว่างการผลิตไฟฟ้าโดยภาครัฐผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผลิตโดยเอกชน
2.การขยายหรือต่ออายุโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) /พลังน้ำสปป.ลาว จะมีหรือไม่ จะได้ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
3.ไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) เข้ามาในระบบเร็วขึ้นหรือไม่ และรายละเอียดรองรับจะเป็นอย่างไร ทั้งเทคโนโลยี กฎหมาย และหน่วยงานที่รับผิดชอบ
4.การเพิ่มขึ้นของการผลิตไฟฟ้าใช้เอง (IPS) จะเป็นเท่าไหร่ และจำเป็นที่ระบบต้อง backup ให้หรือไม่ และสัดส่วนเท่าไหร่ ควรรวมในแผน PDP หรือไม่
5.เกณฑ์วัดความมั่นคง LOLE 0.7 วันต่อปี หรือไฟฟ้าต้องดับไม่เกิน 0.7 วันต่อปี ต้องปรับหรือไม่ และการกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองควรเป็นเท่าไหร่
6.ความชัดเจนของการเปิดตลาดเสรีไฟฟ้า
7.การจัดทำพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งแผน PDP ฉบับนี้ยาวถึง 25 ปีด้วย แล้วแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็ใช้เวลาพอสมควร ไม่แน่ใจว่า ร่าง PDP จะเสร็จทันรัฐบาลนี้หรือไม่

แต่ดูเหมือน “สนพ.” อาจจะโล่งใจกว่าเดิม เพราะคณะอนุกรรมการพยากรณ์ฯและคณะทำงาน ทั้งประธานและกรรมการหลายคน มาจากคนนอก จากก่อนหน้านี้มาจากหน่วยงานรัฐเป็นหลัก ทำให้เชื่อว่า ประเด็นการถามหาความโปร่งใสในการทำแผน PDP จะเบาลงไป และจะหาจุดร่วมในประเด็นต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น
ภารกิจเร่งด่วนของคณะอนุกรรมการพยากรณ์ฯ คือ การทำฉากทัศน์สัก 2-3 ทางเป็นทางเลือก โดยนำยุทธศาสตร์พลังงานชาติต่าง ๆ มาดูเปรียบเทียบ เช่น ญี่ปุ่นที่มีแผนฯฉบับที่ 7 ใช้ระหว่างปี 2568-2583 วางกรอบไว้ถึง 5 ฉากทัศน์ พุ่งเป้าไปที่สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ 35%-51% ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่เข้าระบบผันตามกัน ตั้งแต่ 29%-45% น่าสนใจคือทั้ง 5 ฉากทัศน์มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สัดส่วน 20% เหมือนกัน
นั่นหมายความว่า แม้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล จะทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ยังต้องพึ่งพา แม้จะมีบทเรียนความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ แต่ญี่ปุ่นก็ยังให้มีการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาในทุกฉากทัศน์ เพราะเอาจริงแล้วความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามาก่อน
ส่วนโฉมหน้าสัดส่วนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทยตามแผน PDP ก็คงไม่ต่างกันนักในแง่การพี่งพาฟอสซิลในช่วงเปลี่ยนผ่าน “ดร.คุรุจิต นาครทรรพ” ในฐานะ รองประธานคณะอนุกรรมการพยากรณ์ฯ ได้เปิดภาพในใจที่อยากจะเห็นมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 35.55% โรงไฟฟ้าก๊าซฯ 35% ถ่านหิน/ลิกไนต์ 9.45% พลังน้ำในไทยและเพื่อนบ้าน 6%
โดยมีโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) เข้ามาช่วย 4% และนิวเคลียร์ 10% สำหรบเขาถือว่าพลังน้ำ ,นิวเคลียร์ และ CCS เป็นเรื่องเดียวกับพลังงานสะอาดนำไปนับรวมเข้ากับพลังงานหมุนเวียน 35.55% เท่ากับว่าไทยจะมีพลังงานสะอาดรวม 55.55% ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่าคณะอนุกรรมการพยากรณ์ฯคนอื่นจะเอาด้วยกับภาพฝันนี้หรือไม่

สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เปิดประเด็นไว้ในงานสัมมนา “ความท้าทายพลังงานไทย เปลี่ยนผ่านอย่างไรให้ยั่งยืน” โดยศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center) ถึงความจำเป็นต้องนำนิวเคลียร์ SMR เข้าแผนซึ่งทำไปทำมาอาจจะต้องมามากกว่าและเร็วกว่าร่าง PDP เดิมที่ให้มี 2 โรงรวม 600 เมกะวัตต์เข้าระบบในช่วงปีพ.ศ.2580 โดยหยิบยกเหตุผลเรื่อง “Net Zero Emission” มาสนับสนุนที่ไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอีกจากแผนเดิม 120 ล้านตันคาร์บอนเหลือ 80 ล้านตันคาร์บอนในปี พ.ศ.2593 ดังนั้น SMR ซึ่งไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็เลยต้องมาช่วย
“ดร.ประเสริฐ” มองว่า ด้วยเทคโนโลยีไม่จำเป็นว่า SMR ต้องอยู่ติดทะเลแล้ว ขอให้มีน้ำมาหล่อเย็น (cooling) ก็พอ เขาเอ่ยพื้นที่ “สัตหีบ” ขึ้นมาว่าน่าสนใจ แต่ก็เป็นที่ทราบดีว่า “อิทธิพลทางการเมือง” มีบทบาทในการตัดสินใจในเรื่องนี้ และอยู่ที่คนสัตหีบจะว่าอย่างไรด้วย แต่แน่ ๆ ขออัดเข้าไปอยู่ในแผน PDP ก่อนจะทำได้จริงหรือไม่อีกเรื่อง แล้วก็เปิดทางเอกชนทำ
กระทรวงพลังงานต่างเชียร์ SMR กันสุด ๆ ในยามนี้ บอกว่า ไม่มาไม่ได้ เพราะธุรกิจ Data Center ที่ไทยดึงดูดให้เข้ามาลงทุน ว่ากันว่ามาชัวร์แล้ว 16 เจ้า เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้า 4 GW ในปีพ.ศ.2580 รออนุมัติอีก หลายสิบเจ้าความต้องการใช้ไฟฟ้าอาจถึง 10 GW จากธุรกิจนี้ แล้วทำไปทำมา Data Center ต้องการความมั่นของระบบไฟฟ้ามากกว่าไฟฟ้าสีเขียวเสียอีก
ไม่เท่านั้นในงานสัมมนาครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นเวทีจุดพลุใหญ่ของกระทรวงพลังงานที่จะขอ “เปิดเสรีกิจการไฟฟ้า” ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน มองแนวทางไว้ว่า ต่อไปเมื่อผลิตไฟฟ้าออกมาแล้ว ก็ไม่ต้องมาขายรวมศูนย์ที่กฟผ. ให้คนผลิตและคนใช้ไปซื้อขายกันเองในตลาดเสรีเลย แต่มาใช้สายส่งของการไฟฟ้า ให้โรงไฟฟ้าของรัฐทำหน้าที่ backup ระบบ และเป็นผู้ให้บริการสายส่งไฟฟ้า ซึ่งการซื้อขายไฟฟ้าตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้ากับผู้ใช้อย่าง Data Center ที่จะนำร่องไว้ 2,000 เมกะวัตต์ในปีหน้าโดยเดินผ่านสายส่งของการไฟฟ้าจะเป็นการทดสอบระบบจริงจัง และหาก SMR เกิดได้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเปิดเสรี เป็นการส่งสัญญาณการเปิดศักราชเสรีกิจการไฟฟ้าของประเทศโดยมีแผน PDP เป็นเครื่องมือพา
ทิศทางนี้กระทรวงพลังงานคงไม่ได้แค่พูดเปรย “สนพ.” กำลังศึกษาโครงสร้างธุรกิจไฟฟ้าในอนาคตว่าจะเดินไปอย่างไร มีการเปรียบเทียบว่า เปิดเสรีก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังทำได้เลย ตอนนี้มีผู้ที่ได้ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) แล้ว 8 รายต่างนำเข้า LNG กันคึกคักมาใช้ในโรงไฟฟ้าของตนเองรวม 12 ล้านตันในปี 2567 จากเดิมมีแต่ปตท.นำเข้าและขายเจ้าเดียว
การเปิดเสรีกิจการไฟฟ้านั้น พอจะทำแผนจริง ก็น่าจะมีฝ่ายคัดค้านอยู่เหมือนกัน เพราะจะเอาแต่ภาพฝัน กดปุ่มตัดริบบิ้น มีเอกชนมาแข่งกันผลิตไฟฟ้าขายตรงให้ผู้ใช้ มีตลาดเป็นคนกำหนดราคา ใครขายแพงก็อาจไม่มีคนซื้อ
แต่ภาพตัดมาที่บ้านเรือนประชาชนส่วนใหญ่หลายสิบล้านคน ใครดูแลระบบใหญ่ ภาระการดูแลไม่ให้ไฟขาด ตกดับ และการลงทุนสายส่งตกอยู่ที่ใคร ครัวเรือนยากจนช่วยกันอย่างไร เมื่อมีเหตุฉุกเฉินใครรักษาระบบใหญ่

ความเป็นห่วงนี้ย้อนกลับไปถึงเหตุไฟฟ้าดับเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 จากรายงานกรณีศึกษาเรื่องไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างเมื่อปี 2561 โดย กรรมาธิการพลังงาน เพื่อถอดรหัสสาเหตุของไฟฟ้าดับในครั้งนั้นซึ่งพบว่าเกิดจากเหตุการณ์กรณีสายส่ง 500 KV ทั้งสองวงจรของโรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาว ที่จ่ายไฟฟ้าให้ไทยผ่านจังหวัดน่านขัดข้องเนื่องจากภัยธรรมชาติ ทำให้กำลังผลิต 1,300 เมกะวัตต์ถูกปลดออกจากระบบทันที ซึ่งทางเทคนิคของระบบที่เซตเรื่องเซฟตี้ไว้ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติจะดึงกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย (Spinning Reserve) ในขณะนั้น 1,847 เมกะวัตต์ และระบบตอบสนองจะทำงาน เริ่มทยอยเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำจากสปป.ลาว ดึงไฟฟ้าจากมาเลเซียมาเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่มีปัญหา
ตามรายงานฉบับนี้พบว่า มีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาความถี่ของระบบไฟฟ้าลดลง โรงไฟฟ้าเอกชน SPP ดีดตัวออกจากระบบก่อนกำหนด ซ้ำเติมระบบไฟฟ้าให้ความถี่ไฟฟ้าลดลงเร็วมากขึ้น ทำให้เกิดไฟฟ้าดับบริเวณกว้าง ทั้งที่ควรจำกัดขอบเขตไฟฟ้าดับได้
โดย SPP กลุ่มนี้เป็นโรงไฟฟ้าแบบ Firm จำนวน 37 ราย รวมกำลังผลิต 2,516 เมกะวัตต์ ซึ่งตามรายชื่อเป็นโรงไฟฟ้าของบิ๊กเนมอยู่หลายโรง ซึ่งทุกโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบโดยเฉพาะแบบ Firm ซึ่งมีการรับประกันว่าจะจ่ายไฟฟ้าให้กับระบบตามจำนวนในสัญญาถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาระบบไฟฟ้าของประเทศตามกติกาใน Grid Code แต่กลับไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ โดยทั้ง 37 รายได้ปลดตัวเองออกจากระบบก่อนปลด LOAD ตามกติกาการรักษาสมดุลระหว่างความต้องการและกำลังผลิตในช่วงเหตุฉุกเฉิน เป็นเหตุให้ความถี่ของระบบลดลงเหลือ 49 เฮิร์ท ระบบป้องกันความถี่ต่ำ (UNDER FREQUENCY/UF) ทำงานโดยปลด LOAD ออกจากระบบรวม 2,330 เมกะวัตต์ เป็นเหตุให้ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างรวม 70 จังหวัด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการถอดบทเรียนกันมาแล้ว กำหนดให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำกับดูแลให้โรงไฟฟ้า SPP ให้ทำตาม Grid Code
แม้จะกำชับกันแล้วแต่ก็ยังเกิดเหตุซ้ำอีกเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 กรณีโรงไฟฟ้าไซยะบุรี สปป.ลาว ขนาดกว่า 1,200 เมกะวัตต์ที่ป้อนไฟฟ้าเข้าไทยเช่นกันหลุดออกจากระบบกระทันหันส่งผลให้ความถี่ไฟฟ้าในระบบลดลงอย่างรวดเร็ว ทําให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งในไทยและ สปป.ลาว ต้องหยุดทํางานชั่วคราว ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับในบางพื้นที่รวมกว่า 240 เมกะวัตต์
ตามเอกสารข่าวชี้แจงโดย “ดร.พูนพิพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์” เลขาธิการสํานักงาน กกพ. ระบุถึงการแก้ปัญหาในช่วงฉุกเฉินไว้ว่า “ทั้ง กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้แก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที โดยเพียงไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุ กฟผ. ได้สั่งการให้เขื่อนหลักทั่วประเทศ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าลําตะคองชลภาวัฒนา เพิ่มกําลังการผลิตไฟฟ้าสํารอง พร้อมประสาน กฟน. และ กฟภ. นําโหลดกลับเข้าระบบอย่างเป็นขั้นตอน ภายในเวลา 6-35 นาที นับตั้งแต่ไฟฟ้าดับ จนระบบไฟฟ้ากลับมามีเสถียรภาพและสามารถจ่ายไฟได้ตามปกติทุกพื้นที่”
เลขาธิการฯ ยังระบุอีกว่า “จากการตรวจสอบภายหลังพบว่า สาเหตุสําคัญมาจากการทํางานผิดพลาดของอุปกรณ์ป้องกันของโรงไฟฟ้าไซยะบุรีที่ต้นทาง และการตั้งค่าอุปกรณ์ป้องกันของโรงไฟฟ้าบางแห่งที่อยู่ในระบบไม่สอดคล้องกับข้อกําหนด Grid Code ของการไฟฟ้า ทําให้โรงไฟฟ้าบางแห่งมีกลไกตอบสนองเร็วจนเกินไป และหลุดออกจากระบบก่อนเวลาที่ควรจะเป็น”
เหตุการณ์ครั้งนี้ ทาง “กกพ.” ย้ำว่า หน่วยงานกํากับกิจการพลังงานและหน่วยงานการไฟฟ้า ทั้ง กฟผ. กฟน. และ กฟภ. จะเดินหน้าปรับปรุงมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่อง เร่งดําเนินมาตรการแก้ไข โดยให้โรงไฟฟ้าทุกแห่งปรับปรุงการตั้งค่าให้ถูกต้องตามมาตรฐาน Grid Code ที่กําหนดไว้เพื่อเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบป้องกันและเข้มงวดการปฏิบัติตามมาตรฐานความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด
จากการชี้แจงดังกล่าว นั่นหมายความว่าถอดบทเรียนมาแล้ว 2 ครั้ง ไฟฟ้าดับบริเวณกว้างมาจากการไม่ทำตาม Grid Code ของโรงไฟฟ้าเอกชน แม้จะมีกกพ.แต่ทำหน้าที่ ก็ได้แค่กำชับโรงไฟฟ้าเอกชน เท่ากับ Grid Code เป็นแค่กระดาษ หน่วยงานกำกับเป็นแค่เสือกระดาษ ไม่สามารถทำให้โรงไฟฟ้าเอกชนตระหนักถึงการทำหน้าที่รักษาระบบนอกเหนือจาก “หากำไร” ทั้งที่เอาจริงแล้วการทำหน้าที่รักษาระบบให้กับประเทศเป็นการทำความดีที่ยิ่งใหญ่ไม่ต้องไปบริจาคสิ่งใดด้วยซ้ำไป
ดังนั้นหากจะเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า โดยให้บทบาทเอกชนผลิตไฟฟ้าและซื้อขายกันอย่างเสรี ก็อย่ามองข้ามการรักษาระบบใหญ่ และด้อยค่าโรงไฟฟ้ารัฐ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือต้องช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤตก็ต้องพึ่งโรงไฟฟ้าและกลไกของภาครัฐ ฝากประชาชนให้ย้ำเตือนภารกิจของหน่วยงานกำกับที่มีดาบในมือควรทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ให้โรงไฟฟ้าเอกชนทำตาม Grid Code ที่ตกลงไว้ จะวางดาบให้เขาข้ามไปมาด้วยความเกรงใจไปใยเล่า
ความเสียหายจากไฟฟ้าดับบริเวณกว้างแต่ละครั้ง มากพอที่เราไม่ควรถอดบทเรียนกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ใช่หรือ???
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)







































