ผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ที่ออกมา หนึ่งในพรรคการเมืองที่เรียกเสียงฮือฮาทางการเมืองก็คือ “พรรคเขียว-กล้าธรรม” ของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่ได้ สส.อย่างไม่เป็นทางการคือ 58 เก้าอี้ แยกเป็น สส.เขต 56 และสส.ปาร์ตี้ลิสต์ 2 ที่นั่ง
เพราะก่อนหน้านี้ โพลหลายสำนัก รวมถึงนักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ มองว่า “พรรคกล้าธรรม” น่าจะได้สส. ประมาณ 30-40 ที่นั่ง อย่าง “นิด้าโพล” ที่รอบนี้ ถือว่ายังแม่นยำในการคาดการณ์ผลเลือกตั้ง โดยเฉพาะวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ฟันฉับว่า “พรรคประชาชน” กวาด สส.เขตกทม.ทั้งหมด และได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์มากสุด แต่ก็บอกว่า “พรรคภูมิใจไทย” จะชนะการเลือกตั้ง ที่ก็ถูกหมด “ผอ.นิด้าโพล” ก็ยังประเมินไว้ก่อนวันเลือกตั้งว่า “พรรคกล้าธรรม” น่าจะได้ สส.ราวๆ 40 ที่นั่ง แต่สุดท้าย คว้าไปถึง 58 ที่นั่ง

ทั้งที่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า-ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” หัวหน้าพรรค ไม่เคยไปออกเวทีดีเบต แสดงวิสัยทัศน์ และเป็นพรรคที่มีภาพลักษณ์ไม่ตอบโจทย์คนเมือง-ชนชั้นกลาง อีกทั้งในช่วงเลือกตั้ง ก็โดนด้อยค่าว่าเป็น “พรรคสีเทา” พรรคการเมืองอย่าง “พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์” ที่หัวหน้าพรรคทั้ง 2 พรรคก็ประกาศชัดๆ จะไม่ร่วมงานการเมืองเป็นรัฐบาลกับ “พรรคกล้าธรรม”
แต่สุดท้าย ขนาดพื้นที่ภาคใต้ ฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า “ว่าที่ สส.เขตในภาคใต้” ของ “พรรคกล้าธรรม” ได้ไป 12 ที่นั่ง มากกว่า “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ได้ 9 ที่นั่ง ทั้งที่เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคกล้าธรรม ที่ภาคใต้ มีไม่กี่แห่ง และคนฟังน้อยกว่าของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนับหมื่นคน
รวมถึงยังถูกพรรคประชาธิปัตย์ พยายามสื่อสารกับคนภาคใต้ว่า “ภาคใต้มีการซื้อเสียงกันหนัก หัวละหนึ่งพันถึงสองพันบาท” ซึ่งคู่แข่งของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ โดยตรงก็คือ พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม แต่สุดท้าย คนใต้ก็ยังเลือก สส.เขตจากพรรคกล้าธรรม มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ แม้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ภาคใต้จะได้น้อย ตามหลัง พรรคอื่นเยอะ
แต่ในเชิงการเมืองก็ถือว่า “พรรคกล้าธรรม-ธรรมนัส” ก็ชนะ “อภิสิทธิ์-พรรคประชาธิปัตย์” ในระบบเขต ที่ภาคใต้ได้ แม้ต่อให้เบื้องหลังชัยชนะจะเป็นที่รู้กันว่า ชนะเพราะอะไรก็ตาม
เช่นเดียวกับที่ “ภาคเหนือ” ซึ่งพรรคกล้าธรรม กวาด สส.เขตไปร่วม 20 ที่นั่ง ขนาดแชมป์เก่าหลายสมัยอย่างพรรคเพื่อไทย ยังได้แค่ 9 ที่นั่ง
แต่แสบที่สุด ก็คือ ไปได้สส.เขต จ.เชียงใหม่ถึง 4 ที่นั่ง จนทำให้พรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์ที่เชียงใหม่ ทั้งที่เป็นบ้านเกิดของ “ตระกูลชินวัตร-ทักษิณ” เพราะตั้งแต่ตั้งพรรคไทยรักไทยมาเมื่อปี 2544 ศึกเลือกตั้งทุกครั้ง ไม่เคยมีครั้งไหนที่พรรคเพื่อไทย จะสูญพันธุ์ที่เชียงใหม่ แต่ก็ต้องมาแพ้พ่ายในครั้งนี้
พรรคเพื่อไทยแพ้ให้กับพรรคส้ม ที่ได้ไป 6 ที่นั่ง ยังไม่น่าแปลกใจเท่าใด แต่แพ้ให้กับพรรคกล้าธรรม ที่ได้ไป 4 ที่นั่ง ตรงนี้แหละที่แสดงให้เห็นถึง “ความไม่ธรรมดา” ในการวางแผนการเลือกตั้งของ “ธรรมนัส” และ “พรรคกล้าธรรม”
ทำเอาแกนนำพรรคเพื่อไทยหงายท้อง พราะมัวแต่คิดว่าต้องแข่งกับ “พรรคส้ม” ที่ไหนได้ เจอ “พรรคเขียว” เบียดเข้ามาแย่งไปได้ 4 ที่นั่งที่จ.เชียงใหม่ ทำเอา 2 ผัวเมีย “เจ๊แดง เยาวภา-สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ที่รับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้ง จ.เชียงใหม่ และมี “จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีต สส.เชียงใหม่หลายสมัย ต้อง “อับอาย”

เช่นเดียวกับอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือ เช่น “จ.เชียงราย” รอบนี้พรรคกล้าธรรม ได้สส.ไปถึง 4 ที่นั่ง ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้แค่ 2 ที่นั่ง ส่วนพรรคส้มที่เคยได้ 3 ที่นั่ง รอบนี้หายเกลี้ยงหมด ไม่ได้สักหนึ่งเก้าอี้
นี้คือการยกตัวอย่าง ความสำเร็จของ “พรรคกล้าธรรม” ในระดับเขตทั่วประเทศ ที่ถือว่า มีสส.ทุกภาค ขนาดพรรคเพื่อไทย ยังทำไม่ได้ เพราะรอบนี้ พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มี สส.เขตภาคใต้แม้แต่คนเดียว แต่พรรคกล้าธรรม ที่เพิ่งตั้งพรรคได้แค่ราว ๆ 2 ปี กลับทำได้
จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่หลายคน ต่างอึ้งที่ “พรรคกล้าธรรม” ได้ สส.เขต มากขนาดนี้ แม้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จะได้แค่ 2 ที่นั่ง ที่หากดูจังหวะการเดินของ “พรรคกล้าธรรม” มันเห็นชัดว่า ตามรอย “พรรคภูมิใจไทย” ชัดๆ
เพราะ “พรรคสีน้ำเงิน” ช่วงแรกๆ ก็เป็นพรรคที่เน้น สส.เขตในต่างจังหวัด ไม่สนกระแสพรรคในภาพรวมและโซเชียลมีเดีย จนมาระยะหลัง ที่ “พรรคภูมิใจไทย” เริ่มหันมาให้ความสนใจกับ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ การต้องมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แบบเป็นกอบเป็นกำ ระดับ 15 ที่นั่งขึ้นไป จึงทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” ต้องมี 3 ทหารเสือ “สีห์ศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส-ศุภจี สุธรรมพันธุ์” มาเป็นจุดขายในการเลือกตั้งรอบนี้
มาวันนี้ “พรรคกล้าธรรม” ก็คล้ายกับกำลังเดินตามรอย “พรรคภูมิใจไทย” ในช่วงแรก คือเน้น สส.เขตไว้ก่อน ให้ได้เป็นพรรคขนาดกลาง รอเข้าร่วมรัฐบาล แล้วค่อยๆ สร้างพรรคไปเรื่อยๆ ที่หาก พรรคกล้าธรรมโตขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมา “วัดรอยเท้า” กับพรรคภูมิใจไทย ที่ในระยะยาวจะไม่เป็นผลดีกับพรรคภูมิใจไทย ที่ยังไงก็ให้ความสำคัญกับ สส.เขต มากกว่า สส.ปาร์ตี้ลิสต์
ซึ่งก็ไม่รู้ด้วยเหตุนี้รวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ทำให้จนถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า สุดท้าย “พรรคเขียว-กล้าธรรม” จะได้เข้าร่วม “รัฐบาลอนุทิน 2” หรือไม่ เพราะยังไม่มีคำยืนยันใดๆ ออกมาจาก “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกฯ ว่าจะให้พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ออกมาแบบ “สับขาหลอก” หลายรอบ ว่า “อนุทิน-ธรรมนัส” เคลียร์กันแล้ว โดยพรรคกล้าธรรม ได้โควต้า “3 รมต.ว่าการฯ-3 รมช.” แต่สุดท้าย…ก็ยังไม่มีอะไรยืนยันเรื่องนี้ได้
จึงทำให้ถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ ข่าวก็ยังไม่ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า พรรคกล้าธรรมจะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ และหากร่วม “ธรรมนัส” จะยอมไม่เป็น “รัฐมนตรี” อย่างที่มีกระแสข่าวหรือไม่ หลังพรรคกล้าธรรมถอยให้เยอะแล้ว จนถึงขั้นพร้อม ยอมให้มีการเกลี่ยโควตากระทรวงกันใหม่ ไม่ยึดติด “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ไว้กับตัวเองเหมือนตอนแรกๆ หลังเลือกตั้ง รวมถึงอีก 3 กระทรวงที่ดูแลอยู่ตอนนี้คือ กระทรวงท่องเที่ยวฯ-กระทรวงพัฒนาสังคมฯ-กระทรวงศึกษาธิการ ก็พร้อมให้พรรคภูมิใจไทย นำกลับไปเกลี่ยใหม่ หากจะตั้งรัฐบาลโดยมี 3 พรรคหลักคือ “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม”
สิ่งที่ปรากฏมันคืออาการ “หมอบ” ให้ “พรรคสีน้ำเงิน” จนถึงที่สุดแล้ว เพื่อไม่ให้ “พรรคเขียว” ตกขบวน “รัฐบาลอนุทิน 2” แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนออกมาจาก “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ที่ได้แต่ท่องคาถา รอให้ “กกต.” รับรองผลการเลือกตั้งก่อน แต่กลับให้ “เพื่อไทย” และ พรรคเล็กอื่นๆ เช่น พรรคประชาชาติ มาแถลงข่าวจับมือกันตั้งรัฐบาล โดยไม่มีการเชิญพรรคกล้าธรรม หรือส่งสัญญาณเชิงบวกมาให้
แล้วแบบนี้ “ธรรมนัส” จะไม่เคืองได้ยังไงไหว ตอนนี้จึงได้แต่ “กลืนเลือด-เก็บอาการ” ไว้ก่อน ปล่อยหมัดได้แค่หมัดฮุก แต่ “หมัดน็อค” ต้องเก็บไว้
อย่างเช่น ในช่วงแถลงข่าว หลังประชุมพรรคกล้าธรรมเมื่อ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ “ร.อ.ธรรมนัส” ระบุตอนหนึ่ง เมื่อสื่อถามว่า ตอนนี้ดูเหมือนว่า พรรคกล้าธรรมถูกบีบไม่ให้มีทางเลือกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “พรรคกล้าธรรมไม่เคยกลัวใครจะบีบ ใครบีบมาเดี๋ยวสวนกลับ”
ระหว่างนี้ “ธรรมนัส” อยู่ในช่วงบินไปพักผ่อนหลังกรำศึกเลือกตั้ง และรอสัญญาณร่วมรัฐบาลมา 2 อาทิตย์แล้ว แต่ไม่คืบหน้า ที่ก็เห็นชัดคือการเคลื่อนไหวจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” รอบนี้ “ธรรมนัส” เดินเกมช้ากว่า “พรรคภูมิใจไทย” หลายก้าว เห็นได้จากที่เดิมเกมประสานพรรคเล็ก 1-5 เสียง ให้มาแถลงข่าวสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ
มันคือการตัดหน้า “ธรรมนัส” ไม่ให้มีบทบาทในส่วนนี้ ทำให้อำนาจการต่อรองในการกุมเสียง “พรรคเล็ก” หายไป อีกทั้ง “พรรคภูมิใจไทย” ชิงให้ “พรรคเพื่อไทย” มาแถลงข่าวร่วมรัฐบาลก่อน “พรรคกล้าธรรม” จนเสียงล้นเกิน 285 เสียงไปแล้ว
“กล้าธรรม” หมดพิษสงไปเยอะในการตั้งรัฐบาล อำนาจต่อรองแทบไม่มี เรียกได้ว่า กำชัยในสนามเลือกตั้งมาหลายจังหวัด แต่แพ้ในเกมเคลื่อนไหวตั้งรัฐบาล
……………………………………….
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















