ปิดจบ “เกมเลือกตั้งชิงอำนาจรัฐจัดตั้งรัฐบาล” ชนิดที่ปมข้อสังเกต “ซื้อเสียง” กระจุยกระจายทั่วประเทศ ซื้อยกหน่วยเลือกตั้ง บัตรเขย่ง และคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดที่บรรจงประทับไว้ที่บัตรเลือกตั้ง สส. แต่ยังไม่สามารถเอาผิด “ขบวนการโกงเลือกตั้ง” ได้
“ข้อเท็จจริง” และ “ข้อกฎหมาย” ที่สอดกันรับเป๊ะ เจอ “สัญญาณแสงเหนือ” เข้าไปสอบผ่านทุกช่องทาง เอาเป็นว่า เป็นรูปแบบใหม่ของการ “ยึด!!!…ผ่านการเลือกตั้ง” ใช้ทั้ง “อำนาจ-เม็ดเงินมหาศาล-ชนชั้นนำ”
เมื่อดูจากความเคลื่อนไหวบนกระดานแห่งอำนาจทั้งหมด รับรองการเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่โมฆะชัวร์” โดยเฉพาะเมื่อมีการส่ง “สัญญาณแสงเหนือ” ว่ากันว่า ระดับเบอร์หนึ่งของอีกแห่ง จับเข่าคุยกับระดับเบอร์หนึ่งอีกแห่ง ผ่าน “มือประสาน” ที่ทรงอิทธิพล
จนเกิดปรากฏการณ์ สภาผู้แทนราษฎรเตรียม “บิ๊กคลีนนิ่ง” สถานที่รองรับ สส.ใหม่รายงานตัว พร้อมเดินหน้าเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกทันที
ตามกติกาเพียง “กกต.” รับรองผลสส.แค่ 475 คน หรือ 95% ของจำนวน สส. 500 คนทั้้งสภาฯ การประกาศผลดังกล่าว โดยเฉพาะประเดิมปล่อยผีล็อตแรก 396 คน ไม่ตัดหน้าที่และอำนาจของ กกต.ในการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย หากภายหลังพบเหตุอันควรสงสัยว่ามการกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งนั้นไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

ณ วันนี้ชัดเจน “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่ง “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เบิ้ล 2 สมัย รอแค่เลือก “ประธานสภาฯ” ชั่วโมงนี้ต้องเป็น “สส.พรรคภูมิใจไทย” เพื่อคอย “คุมเกมแห่่งอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ” ทั้งหมด
ขณะที่ กกต.กางไทม์ไลน์ปล่อยผี สส.ทั้งหมด ยกเว้นในพื้นที่ที่มีปัญหา โดยเฉพาะเมื่อภาพรวมการเลือกตั้งจากผลงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง การันตีเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่พบการทุจริตและเที่ยงธรรม
แม้ “ปมร้อน” โดยเฉพาะ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง หลายฝ่ายดาหน้าฟ้องต่อ “ศาลปกครอง” บางฝ่ายยื่นผ่าน “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เป็นทางผ่านไป “ศาลรัฐธรรมนูญ” ผิด-ไม่ผิดยังไม่รู้ แต่กระบวนการยุติธรรมใช้เวลายาวนาน
แต่ที่แปลกใจข้อเสนอของ สนง.กกต.ที่ชงไปยัง “7 อรหันต์” มั่นใจ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด-รหัส 9 ตัวบนในส่วนของเล่มที่-เลขที่บนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง” ที่ถูกมองว่า สามารถย้อนกลับชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนให้ผู้สมัคร สส.พรรคไหนและลงคะแนนเลือกพรรคอะไร เท่ากับยังเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับ
แต่วันนี้ด้วยเทคโนโลยี มันสามารถพิสูจน์ได้จริงว่า เป็นการเลือกตั้งโดยตรงและไม่ลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญชัดเจน จุดนี้ที่หลายฝ่ายกำลังฉีกหน้า “กกต.” ผ่านการลงคะแนนใหม่ 22 ก.พ. ในบางหน่วยเลือกตั้ง
ปรากฏว่า ฝ่ายจัดการเลือกตั้งรู้ทันเหลี่ยม บัตรเลือกตั้งถูกเปลี่ยนจัดพิมพ์ผ่านเทคนิคพิเศษ “กกต.” อ้างมีรหัสลับสภาพเหมือนบัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ. แต่ไม่มีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด
หลายฝ่ายมีคำถามคาใจที่ สนง.กกต. และ 7 อรหันต์ชี้แจงไม่เคลียร์ ในเมื่อใช้เทคนิคพิเศษพิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ ใช้ลงคะแนน 22 ก.พ.ได้ “ทำไมไม่ใช้บัตรพิมพ์เทคนิคพิเศษสำหรับการเลือกตั้ง 8 ก.พ.”
อีกปมยิ่งทำให้เห็นไส้พุง “กกต.” เมื่อ สนง.กกต.สั่งรวบรวมข้อมูลชงให้ “กกต.” เห็นชอบ ดำเนินคดีกับผู้ที่ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งในการออกเสียงใหม่เมื่อ 22 ก.พ. “ที่ซูมถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง เพื่อดูว่ามีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดหรือไม่ แล้วนำมาถอดรหัสหาความเชื่อมโยงไปยังผู้มาใช้สิทธิ”

สนง.กกต. อ้างการกระทำดังกล่าวมีลักษณะทำเป็นขบวนการ แบ่งงานกันทำ ตั้งใจให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พฤติกรรมของ สนง.กกต. เท่ากับยอมรับโดยปริยายว่า บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ระบบ ที่พิมพ์บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด สามารถสแกนจากภาพที่ถ่ายด้วยมือถือ ผ่านแอปพลิเคชัน Barcode Scanner และ QR Reader ได้
ว่ากันว่า มีพฤติการณ์นี้ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.จริง เริ่มจากหัวคะแนนคุมชาวบ้านจัดคิวเข้าแถวเรียงตอนลึก แถวละ 20 คนรวมหัวคะแนน
ในเมื่อบัตรเลือกตั้งแต่ละเล่มมี 20 ใบ หัวคะแนนเป็นเซ็นรับบัตรคนแรก รู้หมายเลขบัตรของตัวเองเมื่อดูจากต้นขั้ว และรู้ทันที ลูกข่ายที่ต่อแถวตามหลังมีหมายเลขไล่เรียงตามลำดับ ลงมือปฏิบัติการแบบนี้จนครบในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง
ไฮไลต์อยู่ในช่วงปิดหีบนับคะแนน ฝ่ายการเมืองวางคนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทุกใบ ให้เห็นบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด จากนั้นเข้าสู่ขบวนการพิสูจน์ย้อนกลับว่าผู้ใช้สิทธิเลือกใคร พรรคไหน
ทำไม สนง.กกต.ไม่ไล่ตรวจสอบขบวนการเหล่านี้ แต่กลับเล่นงานภาคประชาชนที่เน้นจับผิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นความลับ จุดจบคดีออกหน้าไหนอยู่ที่ศาลชี้ขาด
แต่ระดับ “มือกฎหมายมหาชน” พูดตรงกัน ผู้รับผิดชอบมีโอกาสสูงพบ “จุดจบที่คุก”
………………………….
คอลัมน์ :ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น




















