Electrification to the New Age of Electricity
“…..ปัจจุบัน ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงนโยบายของไทยไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ….”
โลกได้เข้าสู่ “ยุคแห่งกำลังไฟฟ้า Age of Electricity” ใหม่แล้ว ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า Electrification อย่างรวดเร็วที่ผลักดันให้ความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าทั่วโลก Global Electricity Demand เติบโตขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 40-50% ภายในปี 2578 .. ด้วยแรงขับเคลื่อนจากรถยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles : EVs, ปั๊มความร้อน Heat Pumps, ศูนย์ข้อมูล Data Centers และการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม Industrial Shifting ส่งผลให้ความต้องการใช้กำลังไฟฟ้า Electrical Power Demand เติบโตขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าความต้องการพลังงานโดยรวม Overall Energy Demand ถึง 2 เท่า โดยการบริโภคกำลังไฟฟ้า Electricity Consumption ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 4% เทียบกับปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2569 อยู่ที่อย่างน้อย 4% ด้วยเช่นกัน ..
การเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้กำลังไฟฟ้าเป็นหลัก Shift towards Primarily Using Electricity นี้ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการปล่อยมลพิษต่ำ Prioritizes Low-Emission Technologies โดยคาดว่า การผลิตกำลังไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Renewable Electricity Generation จะขึ้นแซงหน้าการผลิตกำลังไฟฟ้าจากถ่านหิน Coal Power Generation ภายในปี 2573 ..

การเติบโตของการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้า Growth in Electrification ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ Previously Coal, Oil & Natural Gas-Dependent Industries จะเพิ่มความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าอีกอย่างน้อย 2.5 เท่า ภายในปี 2573 ตามที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA คาดการณ์ไว้ในรายงานไฟฟ้า Electricity Report ปี 2569 ซึ่งระบุว่า “ยุคใหม่แห่งกำลังไฟฟ้าNew Age of Electricity” ได้มาถึงแล้ว ..
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA คาดการณ์เพิ่มเติมอีกด้วยว่า ความต้องการพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก Global Power Demand จะเติบโตมากกว่า 3.6-4.5% ต่อปี จนถึงสิ้นทศวรรษนี้ โดยประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และชาติกำลังพัฒนา Emerging & Developing Economies คือ กลุ่มของประเทศผู้รับผิดชอบการเติบโตส่วนใหญ่ ซึ่งรูปแบบความต้องการเปลี่ยนแปลงไป โดยการบริโภคของจีน China ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4.9% ต่อปี แต่การเติบโตของอินเดีย India พุ่งสูงถึง 6.4% เป็นต้น ..
ประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว Advanced Economies กำลังเผชิญกับความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล Data Centers ขณะที่การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Systems ที่ทำสถิติสูงสุดจะทำให้กำลังไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Renewable Electricity แซงหน้าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลก Global Coal-Fired Power Generation ภายในปี 2573 นั่นเอง ..
คาดว่า ความต้องการกำลังไฟฟ้า Electricity Demand ในภาคอาคารที่อยู่อาศัย และอาคารพาณิชย์ Residential & Commercial Buildings Sector จะมีการเติบโตโดยรวมมากที่สุด คิดเป็น 49% ของความต้องการใหม่ทั่วโลก .. จนถึงปี 2573 เนื่องจากระบบทำความเย็น Space Cooling Systems, ศูนย์ข้อมูล Data Centers และปั๊มความร้อน Heat Pumps คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการจากประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น Demand from Increasingly Electricity-Based Economies .. ภาคการขนส่ง Transportation Sector ก็มีการเติบโตของความต้องการเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า Growth of Electric Vehicles: EVs ..
แม้ว่าการบริโภคพลังงานไฟฟ้าต่อหัวประชากร Per Capita Electricity Consumption จะลดลงในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ตั้งแต่ปี 2552 แต่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA เชื่อว่า แนวโน้มดังกล่าวได้กลับทิศทางแล้ว โดยคาดว่า การบริโภคพลังงานไฟฟ้าต่อหัวประชากรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป US & EU Consumption Per Capita กำลังจะพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ แม้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการใช้เครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง Middle East Regions ซึ่งปัจจุบันใช้พลังงานไฟฟ้าต่อหัวประชากร Electricity Per Capita เกือบเท่ากับสหภาพยุโรป European Union : EU แล้วก็ตาม ..
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกถึงพลวัตของการเปลี่ยนแปลงความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า Dynamics of Changes in Electricity Demand แล้ว รายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA ยังประเมินการเปลี่ยนแปลงของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Evaluates Changes in Carbon Emissions โดยระบุไว้ด้วยว่า ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก Global CO2 Intensity ดีขึ้นอย่าง “มีนัยสำคัญSignificant” โดยลดลง 14% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ..
การผลิตกำลังไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น Increasing Renewables Electricity Generation หมายความว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Carbon Dioxide : CO2 Emissions จะลดลงอย่างต่อเนื่องในประเทศส่วนใหญ่ โดยออสเตรเลีย Australia คาดว่าจะลดลงจากต่ำกว่า 800 g CO2/KWh ในปี 2558 เหลือต่ำกว่า 400g CO2/KWh ภายในปี 2573 ..
ในขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซจากการผลิตกำลังไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มขึ้น 13% เป็นประมาณ 13,900 ล้านตัน Mt CO2 หรือประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก ในปี 2567 .. สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA ชี้ว่า สถานการณ์นี้ กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เนื่องจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตไฟฟ้า Electricity Sector Emissions “กำลังแยกตัวออกจากอัตราการเติบโตของอุปสงค์ความต้องการใช้กำลังไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆIncreasingly Decoupling from Demand Growth” อันเนื่องมาจากสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในส่วนผสมของการผลิตกำลังไฟฟ้า Higher Proportion of Renewable Energy in the Power Generation Mix ที่ “มีความหลากหลายกระจายตัวมากขึ้นIncreasingly Diverse” ซึ่งต่างออกไปจากวิธีการผลิตกำลังไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลก่อนหน้านี้ ..
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานกำกับดูแล Regulators มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยความหลากหลายดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เข้ากับรูปแบบการผลิต และความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ .. ด้วยโครงการมูลค่าสูงมากมาย ขนาดรวมมากกว่า 2,500 GW ที่ติดขัดอยู่ในขั้นตอนการเชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบไฟฟ้ารูปแบบเดิมที่ไม่ฉลาด ซึ่ง IEA เตือนว่า ผู้ประกอบการระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Grid Operators ต้องนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ และดำเนินการปฏิรูปกฎระเบียบอย่างรวดเร็ว เพื่อให้โครงการอย่างน้อยเกือบ 1,600 GW เหล่านี้ สามารถเริ่มดำเนินการได้ Get Online “ในระยะเวลาอันใกล้In the Near Term” ..
อย่างไรก็ตาม “ยุคใหม่แห่งกำลังไฟฟ้า New Age of Electricity” หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันไปสู่ระบบพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้าเป็นหลัก Rapid Transition Towards an Energy System Dominated by Electricity โดยคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโตต่อเนื่องในอัตราอย่างน้อย 3.6-4.5% ต่อปี ไปจนถึงปี 2573 ตามที่กล่าวถึงไปแล้วนั้น ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของความต้องการพลังงานโดยรวมอย่างมาก โดยความต้องการพลังงานโดยรวมทั่วโลก ในปี 2567 เติบโตขึ้น 2.2% อันนับเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 1.3% ก่อนหน้านี้ โดยมีแรงผลักดันหลักมาจากภาคส่วนการใช้กำลังไฟฟ้าเป็นสำคัญ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม Industrial Electrification, รถยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles : EVs, ศูนย์ข้อมูล Data Centers และปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence : AI .. ดังนั้น ยุคใหม่นี้ จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ Crucial Turning Point ที่การใช้กำลังไฟฟ้า Electricity Usage กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก Main Driver ของความต้องการพลังงานทั่วโลก Global Energy Demand โดยคาดว่า ความต้องการกำลังไฟฟ้าทั่วโลก Global Electricity Demand จะเติบโตเร็วกว่าการบริโภคพลังงานโดยรวม Overall Energy Consumption อยู่ถึง 6 เท่า ..

ระบบนิเวศพลังงาน Energy Ecosystem จากการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้า Electrification สู่ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้า The New Age of Electricity ..
การเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบธรรมดาทั่วไป Simple Electrification ในศตวรรษที่ 20 สู่เป้าหมายใหม่ในศตวรรษที่ 21 คือการปรับเปลี่ยนระบบการเชื่อมต่อบ้านเรือนเข้ากับโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Connecting Homes to a Grids แบบเดิม ๆ ไปสู่ ”ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้าNew Age of Electricity” ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน Fundamental Change ในวิธีการที่สังคมของมนุษยชาติ ผลิตไฟฟ้า Power Generation, ส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า Distribute, Transmit & Receive Power และการมีปฏิสัมพันธ์กับพลังงานไฟฟ้า Interact with Electrical Power ..
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ Transition to a New Age นี้ เป็นการเปลี่ยนออกไปจากรูปแบบที่รวมศูนย์ และพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล Moving Away from a Centralized, Fossil-Fuel-Dependent Model ไปสู่ระบบนิเวศแบบบูรณาการ ฉลาดอัจฉริยะ และลดการปล่อยคาร์บอน Integrated, Intelligent & Decarbonized Ecosystem โดยกระบวนทัศน์ใหม่ New Paradigm ได้แก่ การเปลี่ยนการผลิตกำลังไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ Centralized Power Generation ที่ใช้ถ่านหิน Coal, น้ำมัน Oil และก๊าซธรรมชาติ Natural Gas ไปสู่การผลิตกำลังไฟฟ้ารูปแบบกระจายยิบย่อย Distributed Power Generation เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy, พลังงานลม Wind Energy, พลังงานน้ำ Hydropower, พลังงานชีวมวล Biomass Energy, ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen : H2 และการใช้ไมโครกริด Microgrids และสมาร์ทกริด Smart Grids เป็นต้น ..

นอกจากนั้น ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้า New Age of Electricity ยังหมายถึง การเปลี่ยนจากการไหลทางเดียวจากสาธารณูปโภคไปยังผู้บริโภค ไปสู่การไหลของข้อมูล และกำลังไฟฟ้า 2 ทิศทางจากผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้บริโภค เช่น ระบบชาร์จไฟฟ้าแบบสองทิศทาง Bi-Directional หรือเช่น Vehicle-to-Grid : V2G ในระบบสายส่งอัจฉริยะ Smart Grids รวมไปถึงการจัดเก็บพลังงาน Energy Storage ซึ่งก่อนหน้านี้จำกัดอยู่แต่เพียงพลังงานน้ำสูบกลับ Pumped Hydropower ไปสู่ระบบจัดเก็บพลังงานด้วยหลากหลายรูปแบบกระจายยิบย่อย Distributed, Diversified Energy Storage Systems เช่น ลิเธี่ยมไอออนแบตเตอรี่ Lithium-Ion Batteries, แบตเตอรี่โซลิดสเตท Solid-State Batteries, แบตเตอรี่แบบไหล Flow Batteries และอื่น ๆ อีกมากมาย ..
ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งเชื้อเพลิงพลังงาน Energy Fuel Sources ยังมีอยู่อย่างมากกมายในท้องถิ่น ได้แก่ เชื้อเพลิงชีวภาพ Bioenergy, ชีวมวล Biomass จากขยะของเหลือทิ้งทางการเกษตร Agriculture Waste, เชื้อเพลิงสังเคราะห์ Synthetic Fuels, แอมโมเนีย Ammonia : NH4 และไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen : H2 เป็นต้น โดยขับเคลื่อนด้วยใช้ข้อมูลเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์ Real-Time Sensor Data, ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence : AI และการเรียนรู้ของเครื่องจักร Machine Learning : ML หรือที่เรียกว่า AI-Driven/Digital Twins ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า มาพร้อมด้วย ..
ทั้งนี้ เสาหลักสำคัญ 4 ประการของยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้า Core Pillars of New Age of Electricity นั้น ได้แก่ :-
1. การลดการปล่อยคาร์บอน Decarbonization และ “อิเล็กตรอนสีเขียว Green Electron” ..
แรงผลักดันหลัก Primary Driver คือความจำเป็นเร่งด่วนในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Urgent Need to Mitigate Climate Change ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแทนที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ปล่อยคาร์บอนสูงด้วยพลังงานหมุนเวียน Replacing Carbon-Intensive Thermal Plants with Renewables .. อย่างไรก็ตาม ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้า New Age of Electricity นี้ ไปไกลกว่าแค่ “การทำความสะอาดโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าCleaning the Power Grids” พวกมัน เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังไฟฟ้ากับทุกทุกสิ่ง ตั้งแต่ยานพาหนะโดยสาร Passenger Vehicles และระบบทำความร้อนในบ้าน Home Heating เช่น ปั๊มความร้อน Heat Pumps ไปจนถึงกระบวนการอุตสาหกรรมหนัก Heavy Industrial Processes ..
ทั้งนี้ อิเล็กตรอนสีเขียว Green Electron หรือไฟฟ้าสีเขียว Green Electricity หมายถึง กำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาด Clean Energy Electricity ที่ผลิตขึ้นจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Sources เช่น พลังงานลม Wind Energy, พลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy และกำลังไฟฟ้าพลังน้ำ Hydropower เป็นต้น โดยมีเป้าหมายหลักในการแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิล Replacing Fossil Fuels ในทุก ๆ กิจกรรมของมนุษยชาติ เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Mitigate Climate Change, ลดการปล่อยคาร์บอนสู่ศูนย์สุทธิ Reducing Carbon Emissions to Net-Zero และสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของโลก Creating Global Environmental Sustainability ..
2. วัสดุ และเคมีขั้นสูง Advanced Materials & Chemistry : ประสิทธิภาพของยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้า Efficiency of New Age of Electricity นี้ ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าในด้านวัสดุศาสตร์ Advances in Materials Science ประกอบไปด้วย :-
– การจัดเก็บพลังงาน Energy Storage : หมายถึง การก้าวข้ามลิเธี่ยมไอออนแบตเตอรี่มาตรฐาน Standard Lithium-Ion Batteries ไปสู่แบตเตอรี่โซลิดสเตทความหนาแน่นสูง High-Density Solid-State Batteries และการจัดเก็บพลังงานระยะยาว Long-Term Energy Storage เช่น แบตเตอรี่ไหลวานาเดียม Vanadium Flow Batteries เป็นต้น ..
– ประสิทธิภาพ Efficiency : การใช้สารกึ่งตัวนำแบบแถบพลังงานกว้าง Wide-Bandgap Semiconductors เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ Silicon Carbide : SiC และแกลเลียมไนไตรด์ Gallium Nitride : GaN เพื่อลดการสูญเสียพลังงานในอุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง และเล็กทรอนิกส์ Power & Electronic Equipments ..
– การดักจับคาร์บอน Carbon Capture : การบูรณาการโครงสร้างโลหะอินทรีย์ Metal-Organic Frameworks : MOFs ซึ่งเป็นโครงสร้างวัสดุนาโนพรุนขั้นสูง Advanced Nanoporous Materials ที่ประกอบด้วยไอออนของโลหะ Metal Ionization เชื่อมต่อกับตัวเชื่อมอินทรีย์ Organic Linkers เพื่อจัดการต่อการปล่อยมลพิษจากภาคส่วนที่ “ยากต่อการลดHard-to-Abate” ซึ่งยังไม่ได้ใช้มีการใช้กำลังไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยสามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษลงได้โดยไม่ต้องพึ่งพากำลังไฟฟ้าเป็นหลัก .. ทั้งนี้ เทคโนโลยี MOFs นี้ กำลังก้าวสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมหนัก เพื่อช่วยลดมลพิษในกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ความร้อน หรือปฏิกิริยาเคมีสูง ..
3. โครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าดิจิทัล Digital Grids หรือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ Smart Infrastructure : โครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Power Grids กำลังกลายเป็น “อินเทอร์เน็ตแห่งพลังงานInternet of Energy” .. ด้วยการใช้ Internet of Things : IoT และปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence: AI บริษัทสาธารณูปโภค Utilities สามารถจัดการการตอบสนองต่อความต้องการ Demand Response ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งนั่นคือ การเปลี่ยนการใช้พลังงาน ไปยังช่วงเวลาที่แหล่งพลังงานหมุนเวียนมีปริมาณสูงสุด Shifting Energy Usage to Times when Renewable Supply is Highest ด้วยโครงข่ายพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ๆ ที่ฉลาดกว่า และเชื่อถือได้มากกว่า ได้แก่ :-
– ไมโครสมาร์ทกริด Smart Microgrids : หมายถึง ระบบพลังงานอัจฉริยะเฉพาะพื้นที่ Localized Smart Energy Systems ในท้องถิ่นที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระจากโครงข่ายระบบสายส่งหลัก Operate Independently of the Main Grids เพิ่มความยืดหยุ่นต่อไฟฟ้าดับ หรือภัยคุกคามทางไซเบอร์ Increasing Resilience against Outages or Cyber Threats ..
– โครงข่ายโรงไฟฟ้าเสมือน Virtual Power Plants: VPPs : การผนวกรวมชุดแบตเตอรี่ขนาดเล็กหลายพันก้อนที่กระจายกันอยู่ในพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า EVs เพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ Massive Utility-Scale Batteries หรือโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ระดับสาธารณูปโภค Utility-Scale Power Plants ได้เป็นอย่างดี เพื่อเข้าไปแทนที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนเชื้อเพลิงฟอสซิลรวมศูนย์ขนาดใหญ่ Large-Scale Centralized Fossil Fuel Thermal Power Plants ..

4. การเชื่อมโยงด้วยไฮโดรเจน Hydrogen Link ..
สำหรับภาคส่วนที่การเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าโดยตรงทำได้ยาก Sectors where Direct Electrification is Difficult เช่น การขนส่งทางเรือ Shipping, การบิน Aviation และการผลิตเหล็กกล้า Steel Production เป็นต้นนั้น ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้า Efficiency of New Age of Electricity จึงพึ่งพาไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen : H2 .. ทั้งนี้ ไฮโดรเจน Hydrogen : H2 ที่ผลิตผ่านกระบวนการอิเล็กโทรไลซิสโดยใช้กำลังไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนส่วนเกิน Electrolysis Using Surplus Renewable Power ทำหน้าที่เป็นโมเลกุลสะพาน Bridge Molecules ช่วยให้สามารถจัดเก็บ และขนส่งพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบทางเคมี Renewable Energy to be Stored & Transported in Chemical Form ได้อย่างยอดเยี่ยม ..
คาดหมายได้ว่า การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศพลังงาน Energy Ecosystem เหล่านี้ กำลังเขียนกฎใหม่ของการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานระดับโลก Rewriting the Rules of Global Energy Security .. พลังอำนาจกำลังเปลี่ยนมือจากประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากร เช่น ผู้ส่งออกน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ไปสู่ประเทศที่ร่ำรวยเทคโนโลยี และร่ำรวยแร่ธาตุ รวมถึงชาติเกษตรกรรม Agricultural Nations โดยประเทศที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานของธาตุหายาก Rare Earth Elements และแร่ธาตุวิกฤติ Critical Minerals สำหรับชุดแบตเตอรี่ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเกษตรกรรม The Economies of Agricultural Nations สามารถทะยานสูงขึ้นได้ในฐานะชาติที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานชีวมวลจากภาคการเกษตร Biomass Energy Sources from the Agricultural Sector หรือการผลิตไฮโดรเจน Hydrogen : H2 จากแหล่งน้ำ และขยะเกษตรของเหลือทิ้ง Agriculture Waste ได้อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนหน้านี้ ..
สำหรับในภูมิภาคอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia นั้น สิ่งนี้ สร้างความท้าทาย 2 ประการ คือ การรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว Maintaining Rapid Economic Growth ไปพร้อมกับการก้าวข้ามโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม Leapfrogging Legacy Fossil Fuel Infrastructure ไปสู่ระบบพลังงานในท้องถิ่นรูปแบบกระจาย และมีความยืดหยุ่น Distributed & Resilient Local Energy Systems ส่งผลให้ความมั่นคงทางพลังงาน Energy Security ได้รับการประกัน โดยมิต้องพึ่งพามหาอำนาจนอกภูมิภาคอีกต่อไปสำหรับอนาคตอันใกล้นี้ได้สำเร็จในที่สุด ..
ทั้งนี้ ข้อสรุปสำคัญ ชี้ว่า ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้า New Age of Electricity ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนเชื้อเพลิง Changing the Fuels เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนไปสู่ระบบอัจฉริยะของระบบพลังงาน Changing to the Intelligence of the Energy System มาพร้อมด้วย ..
ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย New Age of Electricity in Thailand ..
ปัจจุบัน “ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้าNew Age of Electricity” กำลังเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงนโยบายของไทย Transforming from a Thai Policy Concept ไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ Massive Infrastructure Overhaul .. ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 เป็นต้นมา ประเทศไทย Thailand กำลังเปลี่ยนทิศทางไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางพลังงานสีเขียวGreen Energy Hub” ระดับภูมิภาค โดยขับเคลื่อนด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 ปี 2567-2580 หรือ Power Development Plan : PDP 2024-2037 และการผลักดันไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน Push toward Carbon Neutrality ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติ National Strategic Framework ไปพร้อมด้วย ..
คาดการณ์ว่า ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 217,349 กิกะวัตต์ชั่วโมง GWh ในปี 2568 เป็นประมาณ 259,324 กิกะวัตต์ชั่วโมง GWh ภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโต อยู่ที่ 5-6% ต่อปี โดยได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรม Industrial Activity, การขยายตัวของเมือง Urbanization และการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าในระบบขนส่งคมนาคม Electrification of Transportation ได้แก่ การขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าใต้ดิน Expansion of the Metro Network, การลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า Investments in Electric Vehicles : EVs และรวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมศูนย์ข้อมูล Rise in Data Center Activity ..
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเฉพาะความต้องการกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาด Clean Electricity Demand นั้น พบว่า ประเทศไทย Thailand มีความต้องการกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาด Clean Electricity เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาพร้อมด้วยเช่นกัน โดยได้รับแรงหนุนจากเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Net-Zero Goals และความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากภาคธุรกิจ Increased Interest from Businesses แต่ความคืบหน้ายังคงล่าช้าเนื่องจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล Reliance on Fossil Fuels ค่อนข้างสูงก่อนหน้านี้ .. รัฐบาลไทย Thai Government ตั้งเป้าหมายสัดส่วนกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาด Clean Electricity ไว้อยู่ที่ 51% ภายในปี 2580 และ 74% ภายในปี 2593 ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ Power Development Plan : PDP ฉบับปรับปรุงล่าสุด ..
ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันของไทย ประกอบด้วย 4 ประเด็นที่อธิบายได้ ดังนี้ :-
1. แผนยุทธศาสตร์ The Strategic Roadmap : แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ.2566-2570 หรือ National Economic & Social Development Plan 2023-2027 มุ่งเน้นไปที่การพลิกโฉมประเทศไทยสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนA Progressive Society, a Sustainable Value-Added Economy” ผ่าน 13 หมุดหมายสำคัญ โดยรัฐบาลไทยได้ปรับปรุงเป้าหมายด้านพลังงานระยะยาว Long-Term Energy Goals ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ ภายในปี 2593 โดยมีหลักการสำคัญ คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมมนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุด และชดเชยส่วนที่เหลือด้วยการดูดซับกลับคืน เพื่อจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5oC ตามข้อตกลงปารีส Paris Agreement ด้วยการเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Transition to Clean Energy, การใช้เทคโนโลยีดักจับกักเก็บคาร์บอน Carbon Capture & Storage : CCS Technologies, การเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้า Electrification และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน Energy Efficiency Improvements สรุปได้ดังนี้ :-
– เป้าหมายพลังงานหมุนเวียน Renewable Target : ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในส่วนผสมของการผลิตกำลังไฟฟ้า อย่างน้อย 51% ภายในปี 2580 โดยเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้ ภายในปี 2570 และต่อเนื่องถึงปี 2580 รวมถึงเพื่อให้ได้ส่วนผสมของการผลิตกำลังไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน แตะระดับอยู่ที่ 74% ภายในปี 2593 ..
– พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลักSolar Dominance : กำลังไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Power คือ หัวใจสำคัญ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 15 GW ภายในปี 2573 ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก “โซลาร์ลอยน้ำFloating Solar” บนเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย Electricity Generating Authority of Thailand : EGAT และโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาขนาดใหญ่ Large-Scale Solar Rooftop Initiatives ..

– การเปลี่ยนผ่านออกไปจากก๊าซธรรมชาติTransition from Natural Gas : แม้ว่า ก๊าซธรรมชาติ Natural Gas ยังคงถือเป็นเชื้อเพลิงชั่วคราว แต่ก็มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ และนำมาผสมกับไฮโดรเจน โดยตั้งเป้าหมายการผสมไฮโดรเจน Share & Mix it with Hydrogen : H2 อยู่ที่มากกว่า 5% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อน Thermal Power Plants ภายในปี 2573 ยังคงถือเป็นความท้าทายของไทยเช่นกัน .. ทั้งนี้ การใช้ก๊าซเชื้อเพลิงชีวภาพ Biogas และเชื้อเพลิงสังเคราะห์ Syngas ซึ่งรวมไปถึงไฮโดรเจน Hydrogen : H2 และแอมโมเนีย Ammonia : NH4 ทดแทนเชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซธรรมชาติ Natural Gas เพื่อผลิตกำลังไฟฟ้า และความร้อน Electricity & Heat Generation นั้น คือ อีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของไทยอย่างน้อยภายใน 3-5 ปีจากนี้ไป สำหรับอนาคตอิสรภาพทางพลังงาน Future Energy Independence ..
2. การปรับปรุงโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าให้ทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัจฉริยะ Grid Modernization & The Smart Shift : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กฟผ. Electricity Generating Authority of Thailand : EGAT และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กฟภ. Provincial Electricity Authority : PEA กำลังลงทุนกว่า 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จนถึงปี 2572 เพื่อปรับปรุงโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าให้ทันสมัย Modernize the Power Grids ดังนี้ :-
– มิเตอร์อัจฉริยะSmart Meters : ปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวง MEA และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA กำลังดำเนินการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ Smart Meters จำนวน 15 ล้านเครื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ภายใต้โครงการ Smart Metro Grid โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่สำคัญ และกำลังขยายผลไปสู่ส่วนภูมิภาค ด้วยการทยอยเปลี่ยนมิเตอร์จานหมุนแบบเดิมให้เป็นมิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ E-Meters หรือมิเตอร์อัจฉริยะ Smart Meters สื่อสาร 2 ทางที่ทันสมัย และจดหน่วยระยะไกลได้อย่างถูกต้องแน่นอน ตัดปัญหาการจดหน่วยผิดพลาด และไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่มาจดที่หน้าบ้าน เป็นต้น ..
– โครงข่ายโรงไฟฟ้าเสมือน Virtual Power Plants : VPPs Networks : ประเทศไทย Thailand กำลังทดลองใช้แพลตฟอร์มเครือข่าย Virtual Power Plants : VPPs ที่รวบรวมพลังงานแสงอาทิตย์ และแบตเตอรี่ขนาดเล็กรูปแบบกระจายยิบย่อย Distributed Small-Scale Solar & Batteries Integration จากบ้านเรือน Homes, อาคารสำนักงาน Office Buildings และโรงงาน Factories เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าของประเทศ ..
– ไมโครสมาร์ทกริด Smart Microgrids : โครงข่ายระบบสายส่งอัจฉริยะขนาดเล็ก Small-Scale Smart Grids และโครงการไมโครกริด Microgrid Projects เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor : EEC และเกาะแก่งที่ห่างไกล Remote Islands เพื่อให้มั่นใจว่า พื้นที่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงเหล่านี้ จะสามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นอิสระหากแม้โครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าหลักจะล้มเหลวลงก็ตาม ..
3. ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และการคมนาคม The EV & Mobility Ecosystem : ประเทศไทย Thailand กำลังใช้สถานะชาติผู้ผลิต และส่งออกรถยนต์ ลำดับที่ 11 ของโลก หรือ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย Detroit of Asia” เพื่อแสดงบทบาทนำด้านการขนส่งคมนาคมด้วยกำลังไฟฟ้า Electric Transportation & Mobility ประกอบด้วย :-
– เป้าหมายนโยบาย 30@30 : นโยบาย 30@30 ของไทยคือ แนวทางการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles: EVs ของประเทศ ด้วยการตั้งเป้าหมายผลิต และส่งออกรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ Zero Emission Vehicles : ZEVs หรือให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ ภายในปี ค.ศ.2030 ..
– การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure Growth : ณ ต้นปี 2569 มีสถานีชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ และกระแสตรงแบบรวดเร็ว AC & DC EV Fast Chargers Stations สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles : EVs มากกว่า 7,000 แห่งที่เปิดใช้งานแล้วทั่วประเทศ ครอบคลุมเส้นทางหลัก และพื้นที่สำคัญ เช่น ห้างสรรพสินค้า และปั๊มน้ำมัน โดยผู้ให้บริการหลัก ได้แก่ EV Station PluZ ของ ปตท., Elex by EGAT ของ กฟผ., PEA VOLTA ของ กฟภ., EA Anywhere, SHARGE, ReverSharger และ Shell Recharge โดยเน้นหัวชาร์จมาตรฐาน CCS2 ซึ่งปัจจุบัน ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย และชาร์จกำลังไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว ..

– การเชื่อมต่อยานยนต์กับโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Vehicle-to-Grid V2G : มีการนำกรอบการกำกับดูแลใหม่มาใช้ เพื่อให้ยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles : EVs ทำหน้าที่เป็นชุดแบตเตอรี่เคลื่อนที่ Mobile Batteries บนโครงข่ายโรงไฟฟ้าเสมือน Virtual Power Plants : VPPs Networks โดยสามารถส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่โครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Feeding Power Back into the Grids ได้เมื่อจำเป็น หรือในสถานการณ์ภัยภิบัติ หรือในช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานสูงสุด และหรือเมื่อการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนระบบสายส่งลดลงในเวลาเย็น และเวลากลางคืน เป็นต้น ..
4. เทคโนโลยีเกิดใหม่ Emerging Tech : ปัจจุบัน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจน Hydrogen : H2 และปฏิกรณ์นิวเคลียร์สำเร็จรูปขนาดเล็ก Small Modular Reactors : SMRs ในประเทศไทย ประกอบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 2 ด้าน ได้แก่ : –
– ไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen : H2 : จนถึงวันนี้ มีการศึกษาเพื่อสำรวจอ่าวไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดเก็บคาร์บอน และแหล่งผลิตไฮโดรเจนที่มีศักยภาพ Potential Carbon Storage Hub & Hydrogen : H2 Production Site .. ทั้งนี้ อ่าวไทย Gulf of Thailand กำลังถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางกักเก็บคาร์บอน Carbon Capture and Storage : CCS Hub โดยคณะรัฐมนตรี เห็นชอบการศึกษาพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเพื่อรองรับการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 Capture & Storage จากภาคอุตสาหกรรมเหล็ก, ซีเมนต์ และอลูมิเนียม ได้สูงสุด 10 ล้านตันต่อปี คาดเริ่มดำเนินการปี 2577 ซึ่งจะช่วยรับมือมาตรการมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM ของสหภาพยุโรป European Union : EU, ยกระดับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ Upgrading Low-Carbon Industries และต่อยอดการผลิตไฮโดรเจน Expanding Hydrogen : H2 Production ในอนาคต โดยความร่วมมือสำหรับโครงการเหล่านี้ เกิดจากพันธมิตรไทยญี่ปุ่น Thai-Japanese Partnership ซึ่งรวมถึงการผลิตไฮโดรเจนชีวภาพจากขยะการเกษตร Biohydrogen : H2 from Agricultural Waste, การจัดทำโครงสร้างพื้นฐานท่อขนส่งใต้ทะเล และหลุมอัดกลับ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนในระยะยาว Long-Term Sustainable Economy ..
– เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โมดูลาร์สำเร็จรูปขนาดเล็ก Small Modular Reactors : SMRs : แผนความร่วมมือกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA ปี 2569-2570 รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ปฏิกรณ์นิวเคลียร์โมดูลาร์สำเร็จรูปขนาดเล็ก Small Modular Reactors : SMRs เพื่อให้ได้พลังงาน “ฐานโหลดBaseload” ที่เสถียร และปราศจากคาร์บอน Stable & Carbon-Free ในขณะที่ถ่านหิน Coal กำลังถูกทยอยเลิกใช้ คือ ประเด็นการเติมเต็มการผลิตกำลังไฟฟ้าในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้า Electrification ที่สูงขึ้นเป็นอย่างมากของไทย โดยบรรจุอยู่ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 ปี 2567-2580 หรือ Power Development Plan : PDP 2024-2037 ด้วยเป้าหมายการผลิตกำลังไฟฟ้าด้วย SMRs อยู่ที่ 600 MW ภายในปี 2580 ภายใต้ พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ปี 2559 โดยมีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ Office of Atoms for Peace และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กกพ. Office of the Energy Regulatory Commission ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กฟผ. Electricity Generating Authority of Thailand : EGAT ในการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย .. ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าว คือ ก้าวสำคัญของไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ Low Carbon Society และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตกำลังไฟฟ้า Reducing Greenhouse Gas Emissions from Electricity Generation โดยเน้นการศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และสร้างความเข้าใจกับชุมชนไปพร้อมด้วย ..
ทั้งนี้ แม้ว่า ประเทศไทย Thailand กำลังก้าวหน้าอย่างมากไปสู่ ”ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้าNew Age of Electricity” แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ กำลังเผชิญกับอุปสรรคที่ซับซ้อนหลายประการในปี 2569 ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ “ติดอยู่กับที่Locked-In” ไปจนถึงปัญหา “คอขวดด้านกฎระเบียบที่ชะลอการสร้างนวัตกรรมของภาคเอกชน Regulatory Bottlenecks that Slow Down Private Innovation” และประเด็นปัญหา “การผูกขาดระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าจากภาครัฐ State Monopolization of the Power Transmission System” ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปลดล็อคโดยเร็ว โดยการแก้ไขความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่ยุคใหม่แห่งกำลังไฟฟ้าให้สำเร็จได้นั้น ต้องใช้วิธีการที่หลากหลายในการก้าวข้าม “แผนบนกระดาษ Plans on Paper” ไปสู่การดำเนินการอย่างจริงจัง ณ ต้นปี 2569 นี้เป็นต้นไป .. ทั้งนี้ กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การปรับเปลี่ยนนโยบาย และกฏระเบียบไปสู่การยกเลิกการผูกขาดด้านสาธารณูปโภคด้านพลังงานของรัฐ Breaking the State Energy Utility Monopoly, การส่งเสริมการจัดเก็บพลังงานรูปแบบกระจายศูนย์ Incentivizing Decentralized Storage และการบูรณาการนโยบายที่กระจัดกระจาย Integrating Fragmented Policies นั้น คือสิ่งจำเป็นสำคัญที่ขาดไม่ได้จากนี้ไป ตัวอย่างเช่น :-
– การใช้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง Direct Power Purchase Agreements : Direct PPAs : คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน Energy Regulatory Commission : ERC ได้เปิดตัวโครงการนำร่องที่อนุญาตให้นักพัฒนาเอกชนไทยผลิต และขายกำลังไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง Produce & Sell Green Electricity Directly ให้กับผู้บริโภครายใหญ่ เช่น ศูนย์ข้อมูล Data Centers ผ่านโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าไฟฟ้าแห่งชาติ National Grids เป็นต้น โดยมิใช่เป็นการขายกำลังไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคของภาครัฐก่อน แต่เป็นการขายตรงต่อผู้บริโภคผ่านโครงข่ายภาครัฐเท่านั้น ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นตัวอย่างก้าวสำคัญของไทยสำหรับกรอบความมั่นคงทางพลังงาน ..
– การซื้อขายแบบ Peer-to-Peer : P2P : การขยายโครงการ Sandbox เพื่ออนุญาตให้ครัวเรือน และอาคารต่าง ๆ สามารถซื้อขายพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินระหว่างกันเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คือสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับปี 2569 ..
– ระบบจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ Utility-Scale BESS : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย EGAT กำลังติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ณ สถานีไฟฟ้าย่อย เพื่อจัดการกับความแออัดของโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพของโครงข่าย เมื่อผลผลิตพลังงานหมุนเวียนมีความผันผวน หรือมีส่วนเหลือเกินปริมาณมาก เพื่อจัดเก็บไว้ใช้ในภายหลัง ..
– โครงการไฮบริด PV + BESS Projects : การประมูลของภาครัฐในปัจจุบัน New Government Auctions จะต้องให้ความสำคัญกับโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มั่นคง Prioritize Firm Renewable Projects ซึ่งเป็นโครงการที่ผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลมเข้ากับชุดแบตเตอรี่ เพื่อรับประกันการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าแม้ในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิต Keeps the Grid Stable When Renewable Output Fluctuates ..
– ระบบส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าจากรถยนต์สู่โครงข่ายสายส่ง Vehicle-to-Grid : V2G : ด้วยนโยบาย 30@30 EV ของไทย รัฐบาล ต้องสร้างมาตรฐานใหม่ ๆ เพื่อให้ยานยนต์ไฟฟ้า EVs ทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่เคลื่อนที่ Mobile Batteries ที่ส่งพลังงานกลับคืนสู่โครงข่ายระบบสายส่ง Feed Power Back to the Grids ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือเมื่อจำเป็น เช่น สถานการณ์ภัยพิบัติ เป็นต้น ..
– สินเชื่อเพื่อการผลิตสีเขียวสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม Small & Medium-Sized Enterprises : SMEs Green Productivity Loans : รัฐบาล อาจต้องเพิ่มวงเงินสินเชื่อเป็น 3 เท่า อยู่ที่ระดับสูงสุด 30 ล้านบาทต่อวิสาหกิจ ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% เพื่อช่วยโรงงานขนาดเล็กในการอัพเกรด Help Smaller Factories Upgrade ไปสู่การใช้เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง High-Efficiency Machinery และติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน Rooftop Solar PV เป็นต้น ..
– การกำหนดราคาคาร์บอน Carbon Pricing : การเร่งนำระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Emissions Trading Schemes : ETS หรือภาษีคาร์บอน Carbon Tax มาใช้ ถือเป็นความจำเป็นมาพร้อมด้วย เพื่อให้เชื้อเพลิงฟอสซิลสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง Fossil Fuels Reflect Their True Environmental Cost ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนโดยธรรมชาติ Naturally Shifting Investment Toward Renewables ..
– การพัฒนาทักษะแรงงาน Workforce Reskilling : หมายถึง โครงการที่ต้องออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อฝึกอบรมแรงงานจากภาคถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ Workers from the Coal & Natural Gas Sectors ให้ทำงานในด้านการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า EV Maintenance, การติดตั้งโซลาร์เซลล์ Solar PV Installation และการจัดการโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid Management เนื่องจากคาดการณ์ว่า ตำแหน่งงานมากถึง 60,000 ตำแหน่งในภาคเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจตกอยู่ในความเสี่ยงภายในปี 2573 .. อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นได้ว่า ตำแหน่งงานสีเขียว Green Jobs ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ได้รับการประเมินว่าอาจจะมีมากกว่าถึง 3 เท่า สำหรับอนาคตอันใกล้จากนี้ไป ..
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า Electrification ของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และการใช้นวัตกรรมในกิจการไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นการผลิตกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาด Clean Renewable Electricity Generation หรือการเพิ่มประสิทธิภาพ Energy Efficiency ในการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งการผลิตระบบจัดเก็บพลังงานด้วยชุดแบตเตอรี่ Battery Storage Production ขึ้นใช้งานเองในประเทศ และเพื่อการส่งออก ซึ่งมาตรการทั้งหมดเหล่านี้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Reduce GHGs Emissions จากภาคพลังงาน Energy Sector ของไทย และในท้ายที่สุด “ผู้บริโภค หรือผู้ใช้ไฟฟ้า Consumers or Electricity Users” จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน Energy Transition ในรูปของอัตราค่าไฟฟ้าที่ลดลงอันเกิดจากการกำกับดูแล และการแข่งขันในกิจการผลิตส่งจ่าย และกิจการจำหน่ายกำลังไฟฟ้า .. การให้บริการสาธารณะที่มีคุณภาพ และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้ตามเวลาจริง Real Time จากนวัตกรรมในการผลิต และจำหน่ายกำลังไฟฟ้ารูปแบบกระจาย รวมทั้งจากธุรกิจใหม่ ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น คือ เป้าหมายนโยบายภาครัฐของไทย ซึ่งรวมถึงความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์สำคัญด้วยการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์สุทธิ Important Strategy to Reach Net Zero Goals ให้สำเร็จได้ในที่สุดร่วมกับนานาชาติทั่วโลกไปพร้อมด้วย ..
คาดการณ์ตลาดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก Global Transition to the New Age of Electricity Market ..
อ้างถึงข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA และรายงานผลการตรวจสอบตลาดพลังงานจากหลายสำนัก เช่น Precedence Research ชี้ว่า “ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้า New Age of Electricity” มิใช่ตลาดเดียว แต่เป็นคำที่ใช้เรียกการรวมตัวกันครั้งใหญ่ของหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน Renewable Energy, โครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grids และการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้า Electrification ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles : EVs, ปั๊มความร้อน Heat Pumps และภาคอุตสาหกรรม Industry ..
ณ ต้นปี 2569 ตลาดโลกกำลังเข้าสู่ “วัฏจักรการเติบโตขั้นสุดยอดSuper-Cycle of Growth” โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้กำลังไฟฟ้า Electricity Demand จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการพลังงานโดยรวมอย่างน้อย 2.5 เท่า ไปจนถึงปี 2573 โดยการผลิตกำลังไฟฟ้าทั่วโลก ปี 2568-2569 ประมาณการณ์ไว้อยู่ที่ 29,000 เทราวัตต์ชั่วโมง TWh ด้วยอัตราความต้องการที่เพิ่มขึ้น 3.6% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตในทศวรรษที่ผ่านมาถึง 50% .. ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้ แบ่งออกเป็นตลาด 3 ภาคส่วนย่อยที่สำคัญ โดยตลาดในแต่ละภาคส่วนมีเส้นทางการเติบโตที่รวดเร็ว สรุปได้ดังนี้ :-
– ตลาดพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก Global Renewable Energy Market มีมูลค่า 1.34 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2575 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปี Compound Annual Growth Rate : CAGR หมายถึง อัตราผลตอบแทนสำหรับการลงทุนในตลาดพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก Global Renewable Energy Market ที่เติบโตจากยอดดุลเริ่มต้นไปถึงยังยอดดุลสิ้นสุด รวมสมมติฐานว่ากำไรจะถูกนำกลับมาลงทุนหมุนเวียนใหม่ทุกสิ้นปีของช่วงอายุการลงทุน อยู่ที่ค่า CAGR 8.7-9.1% ในช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ ปี 2569-2575 ..
– ตลาดโครงสร้างพื้นฐานสมาร์ทกริดทั่วโลก Global Smart Grid Infrastructure Market มีมูลค่า 50-70 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 และเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดของโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Rapid Acceleration due to Grid Bottlenecks และคาดว่าจะแตะระดับ 200-260 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในต้นทศวรรษ 2030s ด้วยอัตราการเติบโตต่อปี Compound Annual Growth Rate : CAGR หมายถึง อัตราผลตอบแทนสำหรับการลงทุนในตลาดโครงสร้างพื้นฐานสมาร์ทกริดทั่วโลก Global Smart Grid Infrastructure Market ที่เติบโตจากยอดดุลเริ่มต้นไปถึงยังยอดดุลสิ้นสุด รวมสมมติฐานว่ากำไรจะถูกนำกลับมาลงทุนหมุนเวียนใหม่ทุกสิ้นปีของช่วงอายุการลงทุน อยู่ที่ค่า CAGR 15-20% ในช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ ปี 2569-2575 ..
– ตลาดการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม Global Industrial Electrification Market มูลค่าประมาณ 84.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 และได้รับการคาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 182.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2575 ตลอดจนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปี Compound Annual Growth Rate : CAGR หมายถึง อัตราผลตอบแทนสำหรับการลงทุนในตลาดการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม Global Industrial Electrification Market ที่เติบโตจากยอดดุลเริ่มต้นไปถึงยังยอดดุลสิ้นสุด รวมสมมติฐานว่ากำไรจะถูกนำกลับมาลงทุนหมุนเวียนใหม่ทุกสิ้นปีของช่วงอายุการลงทุน อยู่ที่ค่า CAGR 8.1% ในช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ ปี 2567-2575 ..

ทั้งนี้ ปัญญาประดิษฐ์ และศูนย์ข้อมูล AI & Data Centers คือ ปัจจัยขับเคลื่อนที่มีความผันผวนมากที่สุด .. ในสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว คาดการณ์ว่า ศูนย์ข้อมูล Data Centers คิดเป็นเกือบ 50% ของความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด All New Electricity Demand ภายในปี 2573 ..
ในส่วนของตลาดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้าสีเขียว Green Electron Shift นั้น เป็นครั้งแรกที่พลังงานหมุนเวียน Renewables และพลังงานนิวเคลียร์ Nuclear จะเข้ามาเป็นแหล่งพลังงานหลักด้วยส่วนผสม 50 % ของโลก ภายในปี 2573 .. ปัจจุบัน พลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV Energy คือ แหล่งพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุด Fastest-Growing Source โดยเพิ่มขึ้นกว่า 600 TWh ต่อปี .. นอกจากนั้น การเปลี่ยนออกไปจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Move Away from Fossil Fuels ในภาคการขนส่ง Transportation เช่น รถยนต์ไฟฟ้า EVs รวมถึงอาคาร Buildings และปั๊มความร้อน Heat Pumps เป็นต้นนั้น พวกมันกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงถาวรในฤดูกาล Permanent Shift in Seasonality โดยหลายภูมิภาคในปัจจุบันมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในฤดูหนาวที่เทียบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในฤดูร้อน ..
ปัจจุบัน จีน China ยังคงเป็นผู้มีส่วนร่วมรายใหญ่ที่สุด โดยคาดว่าจะคิดเป็นประมาณ 50% ของการเติบโตของความต้องการกำลังไฟฟ้าทั่วโลก จนถึงปี 2573 .. อย่างไรก็ตาม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย Southeast Asia & India มีอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุด เฉลี่ย 5-7% ต่อปี ซึ่งขับเคลื่อนโดยการพัฒนาอุตสาหกรรม และการใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างแพร่หลาย ขณะที่ภูมิภาคอเมริกาเหนือ และยุโรป North America & Europe หลังจากความต้องการซบเซามา 15 ปี ตลาดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ กำลังกลับเข้าสู่ช่วงการเติบโตอีกครั้ง เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตกลับมายังประเทศ ด้วยการสร้างโรงงานในท้องถิ่น Building Factories Locally และการขยายศูนย์ข้อมูล Data Center Expansion ..

ทั้งนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA ชี้ว่า ภาพรวมของตลาดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก Global Transition to the New Age of Electricity Market นั้น ถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยได้รับการคาดหมายว่า ตลาดทั้ง 3 ภาคส่วนย่อยสำคัญที่กล่าวถึงนั้น จะสามารถเติบโตขึ้นได้ด้วยความเร่งจากนี้ไปในช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ ..
สรุปส่งท้าย ..
ระบบนิเวศพลังงานยุคใหม่ New Age of Electricity คือการเปลี่ยนผ่านสำคัญในศตวรรษที่ 21 ที่ยกระดับจากการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าทั่วไป Simple Electrification มาสู่ระบบโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าที่ชาญฉลาด Smart / Digital Electrical Grids โดยมุ่งเน้นการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy, การกระจายศูนย์ Decentralization และการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ผ่านเทคโนโลยี User interaction through Technologies เพื่อสร้างความยั่งยืน Create Sustainability ..
ความมุ่งมั่นในการปรับเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าให้เป็นแหล่งพลังงานหลักมากขึ้น Switching to Electricity as the Primary Energy Source คือ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Reducing Carbon Dioxide : CO2 Emissions .. การเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้า Electrification หมายถึง กระบวนการขับเคลื่อนอุปกรณ์ และเครื่องมือในภาคส่วนต่าง ๆ ด้วยแหล่งพลังงานไฟฟ้า Process of Powering by Electricity และในหลายบริบทการใช้พลังงานไฟฟ้าที่กล่าวถึงนี้นั้น คือ การเปลี่ยนจากการใช้แหล่งพลังงานรุ่นก่อน ๆ เช่น แหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Fuel Power Sources มาสู่การใช้กำลังไฟฟ้า Electrical Power Sources เป็นแหล่งพลังงานหลัก Primary Energy Source ทดแทน ซึ่งทำให้ความต้องการกำลังไฟฟ้า Electricity Demand ในภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นั่นเอง ..

การเปลี่ยนผ่านนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนพื้นฐาน Fundamental Change เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน ความสะอาดของพลังงาน และเสถียรภาพของระบบพลังงาน Energy System ในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การเปลี่ยนออกไปจากการรวมศูนย์สู่รูปแบบกระจาย Centralized to Decentralized, การเชื่อมต่อโครงข่ายระบบสายส่งที่ชาญฉลาด Smart Grids, การปรับเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ และการเปลี่ยนบทบาทของผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้บริโภค Transforming Interactions & Changing the Roles of Prosumer, Providers & Consumers รวมทั้งการปรับเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้า Electrification เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles: EVs และเทคโนโลยีดิจิทัล Digital Technologies เป็นต้นนั้น เข้ามามีบทบาทสำคัญ ส่งผลให้ระบบนิเวศพลังงานยุคใหม่ New Age of Electricity มีความยืดหยุ่น Flexible สูงขึ้น ..
ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป แนวโน้มกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาดทั่วโลก Global Trend for Clean Electricity แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็ว และแซงหน้าถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า Surpassing of Coal in Power Generation โดยพลังงานหมุนเวียน Renewables และพลังงานนิวเคลียร์ Nuclear Energy สามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดได้ .. โซลาร์เซลล์ Solar PV กำลังจะกลายเป็นแหล่งพลังงานปล่อยมลพิษต่ำ Low-Emissions Source อันดับ 2 รองจากกำลังไฟฟ้าพลังงานน้ำ Hydropower .. การจัดเก็บพลังงาน Energy Storage โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบตเตอรี่ Batteries กำลังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น และถูกติดตั้งร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อพัฒนาศักยภาพของโรงไฟฟ้า ..
การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด Investments in Clean Energy Technologies ที่สูงเป็นประวัติการณ์ กำลังแซงหน้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดต้นทุน และเร่งการใช้งาน อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ มาพร้อมกับความท้าทายใหม่ ๆ มากมาย รวมถึงความต้องการกำลังไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น Soaring Electricity Demand, การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain Dependencies และความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ Need for Significant Grid Infrastructure Upgrades ..
คาดการณ์ว่า การลงทุนสำหรับกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาดทั่วโลก Investment in Clean Energy Globally จะสูงถึง 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็น 2 เท่าของมูลค่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล Investment in Fossil Fuels .. แนวโน้มนี้ ได้รับแรงหนุนจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน และต้นทุนที่มีการแข่งขันสูงขึ้น .. ขณะที่ ต้นทุนของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด Cost of Clean Power Technologies จะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะอยู่ในระดับปานกลาง ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ .. BloombergNEF คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 ต้นทุนกำลังไฟฟ้าจากพลังงานลมบนบก พลังงานลมนอกชายฝั่ง และพลังงานแสงอาทิตย์ Cost of Electricity from Onshore Wind, Offshore Wind & Solar PV จะลดลงได้อีกอย่างน้อย 22-31% .. ทั้งนี้ แม้ว่าต้นทุนโดยรวม Overall Cost จะลดลง แต่ต้นทุนเงินทุน Cost of Capital สำหรับพลังงานหมุนเวียนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา ยังคงสูงกว่าในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ ..
นักวิชาการด้านพลังงานทั่วโลก เชื่อว่า ระบบเครือข่ายโรงไฟฟ้าเสมือนจริง Virtual Power Plants: VPPs System กำลังกลายข้อไขที่เฉียบขาด และเป็นตัวขับเคลื่อนในภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาด Clean Electricity Generation Sector ในยุคใหม่แห่งพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก Global Transition to the New Age of Electricity จากนี้ไป .. ภูมิสังคมด้านพลังงานกำลังเปลี่ยนไป หมายถึง สถานการณ์ด้านพลังงาน และอุตสาหกรรม มีการปรับตัว ขณะที่การขยายตัวของเมืองจะยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องต่อไป .. กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ทรงอานุภาพในยุคดิจิทัล ได้ส่งแรงผลักให้เกิดการลดคาร์บอนในสังคม .. การผลิตกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาดบนกริด Clean Electricity Generation on Grids กำลังเปลี่ยนวิธีการผลิตสินค้า และบริการ เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนบริโภคพลังงาน วิธีผลิตพลังงานไฟฟ้า และเสนอการพึ่งพาแหล่งพลังงานสะอาดสีเขียว Clean & Green Energy Sources ในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจ และสังคมโลก Global Economy & Society มีแนวโน้มลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Fuels อย่างชัดเจน ..
ในขณะที่โลกก้าวไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว Green Energy Transition และกำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่แห่งกำลังไฟฟ้า New Age of Electricity” บนเส้นทางสู่อนาคตสังคมคาร์บอนต่ำ Low Carbon Society: LCS ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ Economic Growth Rates ที่สูงกว่าที่ระบบพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล Systems Dependent on Fossil Fuels เคยทำได้มาก่อนหน้านี้ .. ดังนั้น ความต้องการกำลังไฟฟ้าของไทย Thailand’s Electricity Demand ก็เป็นเช่นเดียวกัน เครือข่ายหน่วยผลิตกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาด Clean Electricity Generation Units & Networks ขนาดกลาง และขนาดเล็กรูปแบบกระจายยิบย่อยจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน Renewable Resources และกระจายการบริหารจัดการ แต่รวมการควบคุมไว้ในรูปแบบ ‘เครือข่ายโรงไฟฟ้าเสมือน Virtual Power Plants: VPPs’ กำลังจะเข้ามาครอบงำตลาดพลังงานไฟฟ้าจากนี้ไปแน่นอน และเพราะพวกมัน คือคำตอบทางธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสะอาดแบบใหม่รูปแบบกระจาย New Distributed Clean Energy Business Models ที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานไฟฟ้า Electricity Demand ต่อทุกผู้คน และชุมชนสำหรับการให้บริการบนระบบสาธารณูปโภคที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างชาติ และรักโลกของเราให้มากขึ้นอีกให้สำเร็จได้ในที่สุด นั่นเอง ..
…………………………………………
คอลัมน์ : Energy Key
By โลกสีฟ้า ..
สนับสนุนโดย…..บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)

ขอบคุณเอกสารอ้างอิง :-
The ‘Age of Electricity’ has Arrived: IEA :-
https://theenergy.co/article/the-age-of-electricity-has-arrived-iea
World Energy Outlook 2025 | IEA :-
https://www.iea.org/reports/world-energy-outlook-2025/executive-summary
Electricity 2026 | IEA :-
https://www.iea.org/reports/electricity-2026
Industry Outlook 2026-2028: Renewable Energy :-
Global Electrification Market | Precedence Research :-
https://www.precedenceresearch.com/electrification-market
Electrification: Most Important Strategies for Reducing CO2 Emissions :-
https://photos.app.goo.gl/5b9D5cAaKUMF1Eiz9
Energy Transition : A Significant Structural Change in an Energy System :-
https://photos.app.goo.gl/Qnj3eGJobkzRHx7a9
Net Zero Emissions Electricity & Carbon Neutrality :-



















