หลังจากที่ภาคเอกชนต่างพยายามเรียกร้อง มาหลายยุคหลายสมัย เพื่อต้องการให้รัฐบาลฟื้น “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน” หรือ “กรอ.”
ล่าสุด! “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ก็ได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. ขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล
ที่น่าสนใจ… สำหรับ เป้าหมายของ “กรอ.” ก็คือ การสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ส่วนโครงสร้างของคณะกรรมการฯ ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ เพราะองค์ประกอบ ก็มีกระทรวงทางด้านเศรษฐกิจ มีภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้อง รวม 28 คน โดยมี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจะหารือร่วมกันนัดแรกในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล
การยอมรับข้อเสนอของภาคเอกชน ด้วยการจัดตั้ง “กรอ.” ครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาลยอมฟังเสียงภาคเอกชน หลังจากที่ได้เปิดทำเนียบระดมสมอง “35 เจ้าสัว” เมื่อกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
เรียกได้ว่า… การตั้ง “กรอ.” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งการบ้าน หรือการยื่นข้อเสนอธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการ “ปัดฝุ่น” ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ที่กำลังกลายเป็นสปอตไลต์ที่คนไทยทั้งชาติตั้งตารอดู “ผลลัพธ์”
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย “กรอ.” ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็น กลไกคลาสสิก ที่เคยสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุค “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” มาแล้วในอดีต

แต่…การกลับมาของ “กรอ.” ใน พ.ศ.นี้ แตกต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของโลกในทุก ๆ ด้าน
คำถาม? คือ ผลของการประชุมในเวที กรอ. ครั้งนี้จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าได้มาก-น้อยเพียงใด หรือเป็นเพียงแค่เวทีให้ภาคเอกชนเพียงแค่ “โชว์ของ” เท่านั้น
ที่ผ่านมา ภาคเอกชน ภายใต้ความร่วมมือของ 3 สถาบัน ทั้ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย (กกร.) ต่างมีข้อเสนอมากมายที่ส่งถึงรัฐบาล เพื่อให้แก้ไข เพื่อให้ผลักดัน เพื่อให้ช่วยเหลือ
จนถึงทุกวันนี้ ข้อเสนอ ข้อเรียกร้องต่าง ๆ ดูเหมือนว่า ยังเกิดขึ้นได้เพียงน้อยนิด เพราะข้อเรียกร้องต่าง ๆ ก็ไม่สามารถแก้ไขได้รวดเร็วดั่งใจนึก หรือบางข้อ อาจเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม แต่การมีข้อเสนอ หรือมีภาคเอกชน มาช่วยชี้ช่องปัญหาอุปสรรคสำคัญในการทำธุรกิจให้ ก็เป็นเรื่องดี เพราะเอกชนเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศ ตัวจริงเสียงจริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ เวลานี้ การลงทุน ถือเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน แต่ด้วยงบประมาณของรัฐบาลที่มีเพียงอยู่น้อยนิด ไม่สามารถกันเงินเพื่อนำมาลงทุนได้จำนวนมาก เพราะติดขัดด้วยข้อจำกัดของงบประมาณรายจ่ายประจำ ที่มีสัดส่วนกว่า 70%
ด้วยเหตุนี้ เรื่องการดึงเงินลงทุนในทุกด้านจากภาคเอกชน จึงมีความสำคัญไม่น้อย เพราะตราบใดที่มีการลงทุนใหม่เกิดขึ้น ก็จะสร้างงานที่มั่นคงให้คนไทย

เวที กรอ.ที่กระชับและตัดสินใจได้ฉับไว ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การกำหนดมาตรการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พุ่งตรงเป้า เกิดขึ้นได้จริง ได้ไว ทันสถานการณ์ก่อนทุนต่างชาติจะไหลไปประเทศเพื่อนบ้านจนหมด
ไม่เพียงเท่านี้…ข้อเสนอของภาคเอกชน ยังได้มุ่งเน้นไปที่การต่อลมหายใจให้กับกลุ่มฐานรากและเอสเอ็มอี โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาหนี้สินและการเข้าถึงแหล่งทุนของรายย่อย
หากกลไกนี้ทำงานได้จริง ผลลัพธ์จะสะท้อนออกมาในรูปแบบของมาตรการช่วยเหลือพ่อค้า-แม่ค้า และผู้ประกอบการชุมชน ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ ซึ่งนี่คือหัวใจของการกระตุ้นกำลังซื้อที่แท้จริง
เหนือไปกว่านั้น !! ในเรื่องของยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศระยะยาว ยังถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม ด้วยการผลิตแรงงานที่ตรงกับความต้องการของตลาด จากการร่วมมือกันในการทักษะแรงงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมผ่านกลไก กรอ.
การตัดสินใจฟื้น “กรอ.” ของรัฐบาลในครั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสลัดภาพเดิม ๆ แบบการเป็น “เสือกระดาษ” แล้วแปรเปลี่ยนให้เป็น “เครื่องยนต์ไฮบริด” ที่ผสาน “พลังรัฐและเอกชน” ได้อย่างแท้จริง
เพราะ…จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจพ้นจากปากเหว แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว! เป็นเพียงแค่การซื้อเวลา หรือสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง
“กรอ.” ก็คงเป็นได้เพียงการซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ที่คนไทยต้องจ่ายราคาแพงด้วยโอกาสของประเทศที่สูญเสียไปอีกครั้ง!
…………………………
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo




















