ผ่านมาแค่ครึ่งเดือนแรกของปี “ม้าไฟ” ประเทศไทยก็ต้องพบเจอสารพัดเหตุการณ์ เริ่มมาตั้งแต่การเปิดศึกกับประเทศเวเนซุเอลา ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ต้องการปราบปรามยาเสพติด ควบคุมทรัพยากรน้ำมัน
แถมยังขยายศึกไปยังซีเรีย ที่มีการโจมตีกลุ่ม รัฐอิสลาม ทั่วประเทศซีเรีย รวมถึงการขยายบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ในกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงาน

“ทรัมป์” มองว่า กรีนแลนด์ คือ “ปราการด่านหน้า” ของอเมริกาเหนือ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ซึ่งจะมีการติดตั้งเรดาร์แจ้งเตือนภัยขีปนาวุธนิวเคลียร์ และเส้นทางเดินเรือใหม่ เส้นทางลัดสำคัญที่เชื่อมต่อเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ที่ช่วยประหยัดต้นทุนมหาศาล
หรือแม้แต่จีน-ญี่ปุ่น ที่มีการส่งสัญญาณออกมาต่อเนื่อง จนหลายฝ่ายมองมองว่าสารพัดเหตุการณ์เหล่านี้จะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?
จนส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งทะยานทุบประวัติศาสตร์ จนเฉียดบาทละ 70,000 บาทอยู่รอมมะร่อ สำหรับทองรูปพรรณในประเทศไทย

เท่านี้ยังไม่พอ… สถานการณ์เผาปั๊มน้ำมันปตท.ในภาคใต้ ที่วอดวายไปถึง 11 ปั๊ม ก็ทำเอาชาวบ้านชาวช่องในภาคใต้ไม่เป็นสุข แม้เป็นเรื่องในท้องถิ่นก็ตาม
แถมยังมีเรื่อง “เครนถล่ม” ทับรถไฟ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 32 ราย ผ่านไป 1 วัน รุ่งขึ้น ก็เครนถล่ม ซ้ำซาก บนถนนพระราม 2 ทับรถยนต์จนมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย

สารพัดเรื่องราวที่เกิดขึ้น! ต่างทำลายบรรยากาศทั้งด้านสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของ “เครนถล่ม” ที่ไม่ใช่ใครอื่น เป็นบริษัทเอกชนด้านการก่อสร้างชื่อดัง ที่มีบริษัทที่ปรึกษาในการออกแบบก่อสร้างจากจีน ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ “ตึกสตง.ถล่ม” เมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่นี้หล่นฮวบลงไปทันที 20% ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุน ว่า “สะพรึง” กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงใด
ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามดังๆ ที่ไม่เคยมีคำตอบ ว่าทำไม? ถึงยังปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซาก เกิดเหตุโศกนาฎกรรมทีก็มาขุดคุ้ยกันที พอเวลาผ่านไป เรื่องราวก็เงียบหาย!
สุดท้าย… หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็โยนความรับผิดชอบกันไปมา ระหว่างหน่วยงานที่ออกกฎระเบียบ กับหน่วยงานที่ต้องทำตามระเบียบ
แม้จะมีการแก้ไข ออกกฎระเบียบใหม่ เพื่อมาล้อมคอก แต่จนถึงขณะนี้ทุกอย่างยังไม่มีผลบังคับใช้!!
คนที่รับเคราะห์…รับกรรม ก็คือ บรรดาชาวบ้าน ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต่อให้… มีการชดใช้ในหลักล้านบาท ก็เทียบอะไรไม่ได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น เผลอ ๆ บางราย บางครอบครัว แทบไม่ได้รับการชดใช้ใด ๆ ด้วยซ้ำไป
มีการตั้งคำถาม? กันมากมายว่า การขึ้นบัญชีดำของบรรดาบริษัทผู้รับเหมา ตามมาตรา 109 ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ครอบคลุมสถานการณ์ใดบ้าง

มีการกำหนดใน 6 ลักษณะต้องห้ามที่นำไปสู่การขึ้นบัญชีดำ โดยกำหนดให้ปลัดกระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบการเป็น “ผู้ทิ้งงาน” หากมีพฤติการณ์ 1. เบี้ยวสัญญาตั้งแต่ต้น (ไม่ยอมลงนาม) โดยเมื่อชนะประมูลและได้รับคัดเลือกแล้ว แต่กลับเปลี่ยนใจ ไม่ยอมมาเซ็นสัญญา ตามที่รัฐกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร กรณีนี้ถือเป็นด่านแรกของการถูกพิจารณาเป็นผู้ทิ้งงาน
2.ทิ้งงานกลางคันหรือทำผิดสัญญา เป็นกรณีที่เซ็นสัญญาไปแล้ว แต่ ไม่ปฏิบัติตามสัญญา เช่น ก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด ทิ้งงานจนความเสียหายเกิดขึ้น หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ในสัญญาอย่างร้ายแรง
3.ทุจริตหรือขัดขวางการแข่งขัน หากพบว่ามีการฮั้วประมูล การสมยอมราคากัน หรือกระทำการใด ๆ ที่ไม่สุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งงานของรัฐ ผู้นั้นจะถูกสั่งเป็นผู้ทิ้งงานทันที
4.ความผิดพลาดร้ายแรงจากผู้ออกแบบหรือที่ปรึกษา หากงานที่จ้างเป็นงานออกแบบหรือควบคุมงาน แล้วปรากฏว่าผลงานมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดร้ายแรง จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
5.ฝ่าฝืนมาตรา 88 (ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ) กรณีที่ผู้รับจ้างหรือผู้ควบคุมงาน ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ไม่รายงานข้อบกพร่องที่ควรทราบ หรือเพิกเฉยต่อความปลอดภัยจนนำไปสู่ความเสียหายและ
6. พฤติกรรมอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดในเมื่อหลักเกณฑ์ กฎหมายก็มีอยู่
แล้วทำไมการขึ้นบัญชีดำหรือการเอาผิด ถึงไม่เกิดขึ้นทันที บรรดาหน่วยงานเจ้าของโครงการ ก็ต้องไปพิสูจน์ความผิดให้เห็นเด่นชัด แล้วเจ้าของโครงการก็ต้องรายงานไปยังหน่วยงานที่ออกกฎหมาย ก็คือ กรมบัญชีกลาง
เอาเป็นว่า…ทั้งหลายทั้งปวง ก็ต้องมาย้อนดูกันว่า อะไร? ที่อยู่เบื้องหลัง ก็ตอบได้ทันที หนีไม่พ้นเรื่องของผลประโยชน์!
…………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















