ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า…สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่? และยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า…สงครามที่เกิดขึ้นจะจบลงเมื่อใด ผลพวงจากความต้องการแย่งกันเป็น“พี่ใหญ่” เพื่อปกครองโลกใบนี้ ทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องเดือดร้อน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคาพลังงาน ที่ในตลาดโลกกำลังดีดตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจีจึงเป็นเรื่องที่ไทยเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องแบกรับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิสูงที่สุดในเอเชีย โดยคิดเป็น 4.7% ของจีดีพี และทุกครั้งที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง 0.5% ของจีดีพี

แม้เวลานี้รัฐบาลได้ตัดสินใจประกาศตรึงราคาน้ำมัน เพื่อไม่ให้ประชาชนคนไทยตาดำ ๆ ต้องเดือดร้อน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า การตรึงราคาครั้งนี้ต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาสนับสนุน
ขณะที่สถานะเงินสดของกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 อยู่ที่ประมาณ 2,459 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันที่ระดับ 40,313 ล้านบาท ขณะที่และบัญชีแอลพีจี ยังคงติดลบที่ 37,854 ล้านบาท โดยมีความสามารถรองรับการพยุงราคาน้ำมันได้ประมาณ 15 วัน
ด้วยเหตุนี้…จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ เพราะราคาน้ำมัน คือต้นทุนชีวิตของคนไทยไม่น้อยทีเดียว หากความสามารถในการพยุงราคาหมดลง นั่นหมายความว่า…ประชาชนก็ต้องแบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
ในเมื่อไม่มีเงินที่จะเข้ามาซัพพอร์ต ก็ต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามราคาตลาด ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ลุกลามต่อภาคเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาความเชื่อมั่น ปัญหาการลงทุน ปัญหาการท่องเที่ยว และอีกสารพัดที่ต้องหยุดชะงัก
ต่อให้มีความพยายามในการหาแหล่งพลังงานแหล่งใหม่ ตามที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการภายใน 1 อาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ก็ตาม แต่!! ไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนการซื้อสินค้าโดยทั่วไป เพราะน้ำมันดิบแต่ละแหล่งมีคุณภาพและองค์ประกอบที่แตกต่างกัน โรงกลั่นน้ำมันต้องปรับกระบวนการผลิต ซึ่งก็ต้องทำให้ต้นทุนการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนี้ การขนส่งจากแหล่งที่ไกลขึ้นยังทำให้มีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนการจะเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 60 วัน ก็ต้องใช้เงินลงทุนสูงอีกเช่นกัน
ขณะที่บรรดาผู้ค้าน้ำมัน หรือไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากพบว่าสินค้ากำลังแพงขึ้น ก็ไม่มีใครที่ต้องการแบกรับภาระสต็อกสินค้าที่มีราคาแพงขึ้นด้วยกันทั้งนั้น

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีการนำเข้าที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่ประมาณ 40% ที่ถือว่ามีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยไทยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับสอง มีสัดส่วนมากกว่า 10%
ส่วนแหล่งที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมไปถึงการนำเข้าจากแหล่ง แอฟริกาตะวันตก เช่น ไนจีเรีย
ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ไม่มีใครคาดคิด อยู่นอกเหนือความคาดหมาย และไม่รู้ว่าสุดท้าย ปัญหาทั้งหมดจะจบลงที่ใด
ดังนั้นการหวังพึ่งเฉพาะฝีมือของรัฐบาลแต่เพียงเดียวในเวลานี้ คงไม่ได้ดั่งใจนึก หรือได้ดั่งใจฝัน เพราะมีสารพัดปัญหาอยู่แล้ว
สิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้….คงหนีไม่พ้นที่ต้องหันมาพึ่งตัวเอง โดยเฉพาะการประหยัดพลังงาน การใช้รถโดยสาร หรือการเวิร์คฟอร์มโฮม อะไรเทือกนี้ ก็น่าจะเป็นทางออกที่มองเห็นแสงสว่าง
ดั่งสุภาษิตที่ว่า … อัตตา หิ อัตตโน นาโถ หรือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
…………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















