ณ วันนี้ กระบวนการดำเนินการของรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” สมัยที่ 2 ดูจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว แบบฉุดไม่อยู่ โดยคาดกันว่า การเร่งสปีดในเรื่องนี้ ก็เพื่อต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ เข้ามามีอำนาจเต็มที่จะแก้ไขปัญหาที่มาจากวิกฤติน้ำมันให้ได้โดยเร็วที่สุด
หลังจากที่ไม่มีใครรู้ชัด ๆ ว่า สงครามตะวันออกกลางจะยุติแบบถาวรเมื่อใดกันแน่ แม้ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เองอยากยุติใจจะขาด แต่อิหร่านและอิรัก ก็ยังผลัดกันโจมตีระหว่างกันไม่เลิกไม่ลา
ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลในเวลานี้ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของ “เงินงบประมาณ” ที่มีไม่เพียงพอที่จะเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพ.ร.บ.โอนเงินงบประมาณรายจ่าย ที่เชื่อว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ทันกับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” งัดออกมาสะกัดปัญหา ก่อนบานปลายไปมากกว่านี้

หรือจะเป็น งบฉุกเฉิน 5 หมื่นล้านบาท (เงินทุนสำรองจ่าย) ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 มาตรา 45 ซึ่งเป็นเงินสำรองแยกต่างหากจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยฝ่ายบริหาร (ครม.) ใช้ได้ในกรณีจำเป็นและเร่งด่วนเมื่อ งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินไม่เพียงพอ และต้องตั้งงบประมาณชดใช้ในภายหลัง
ที่แม้รัฐบาลมีอำนาจใช้ได้ แต่หากนำงบก้อนนี้ออกมาใช้จริง นั่นแสดงให้เห็นว่า งบกลางฯ มีไม่เพียงพอ ก็จะซ้ำเติมฐานะของรัฐบาลเข้าให้อีก หลายคนหลายฝ่าย จึงไม่ค่อยอยากจะควักเงินก้อนนี้ออกมาใช้จ่ายกันนัก
ส่วนหนทางที่เชื่อกันว่า สังคมและคนไทยทั้งประเทศน่าจะยอมรับกันได้ ก็คือ การออกกฎหมายกู้เงิน เช่นเดียวกับช่วงที่เกิดโควิด ที่มีการ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อมาบริหารจัดการดูแลเศรษฐกิจในเวลานั้น
ด้วยเพราะปฎิเสธไม่ได้ว่า วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ หนักหนาสาหัสกว่าโควิดด้วยซ้ำ ขนาด “รองฯ เอกนิติ” ยังบอกว่า “หนักกว่ามาก” เพราะวิกฤติน้ำมันนี้ได้ทำลายพื้นฐานและโครงสร้างน้ำมันของประเทศไปเลยทีเดียว
สารพัดปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในเวลานี้ หากไม่เร่งรีบ ไม่จัดการ โดยเฉพาะการใช้อำนาจของรัฐบาลตามกฎหมาย ก็อาจยิ่งกระทบความรู้สึก กระทบกายภาพ ของคนไทยทั้งชาติมากไปกว่านี้อีก
ดังนั้น!! จึงคาดกันว่า ในสัปดาห์หน้า กระบวนการต่าง ๆ ต้องเสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะรัฐบาลเองได้ประกาศไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า เงินที่ออกมาสู่ระบบภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะสามารถเริ่มใช้ได้จริงภายในต้นเดือนพ.ค.นี้ เพื่อพยุงให้เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของปีนี้ยังผงกหัวตั้งตรงอยู่ได้
รวมไปถึงการตัดสินใจของรัฐบาลว่า จะมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตลงหรือไม่ โดยปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล อยู่ประมาณ 7.44 บาทต่อลิตร และเบนซิน 5.85-7.50 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีน้ำมัน (ต.ค.68-ก.พ.69) แล้วกว่า 103,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายและช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทั้งปีงบประมาณ 69 กระทรวงการคลัง ได้ตั้งเป้าหมายให้กรมสรรพสามิตเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5.78 แสนล้านบาท
การจะลดหรือไม่ลดภาษีสรรพสามิต จะมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดถัดไป ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ผ่านมา เรื่องนี้จึงต้องสอบถามไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ชัดเจนก่อน แต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว เพราะการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว
ณ วันนี้ รอเพียงแค่ให้ “นายกฯ อนุทิน” เปิดการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก็เท่ากับว่า รัฐบาลสามารถบริหารประเทศได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ว่ากันว่า กำหนดการที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอยู่ในช่วงวันที่ 7-9 เม.ย.นี้
ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า “นายกฯ อนุทิน” อาจไม่รอให้ต้องแถลงนโยบายเสร็จสิ้น แล้วจึงเรียกประชุม ครม. แต่อาจดำเนินการทันที หลังเปิดแถลงนโยบาย เพื่อให้การเดินหน้า การตัดสินใจรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

แต่การเลือกตัดสินใจ ลดภาษีสรรพสามิต ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะทุก 1 บาทที่ลดลง ก็ทำให้รายได้จากภาษีน้ำมันดีเซลหายไป เดือนละ 2,000 ล้านบาท หากรวมเบนซินอีก 800 ล้านบาท ก็เท่ากับหายไป 2,800 ล้านบาท
หากลด 3 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้รัฐหายไปถึง 8,400 ล้านบาทต่อเดือน แต่ถ้าลดเฉพาะดีเซลเพียงอย่างเดียว รายได้จะหายไป 6,000 ล้านบาทต่อเดือน
หากลด 5 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่เคยใช้ในช่วงวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะสูญรายได้สูงถึงเดือนละ 14,000 ล้านบาทต่อเดือน หากลดเฉพาะดีเซลจะกระทบ 10,000 ล้านบาท หากลดถึง 7 บาท ก็จะยิ่งกระทบมากขึ้นไปอีก
แต่ถ้าจำกันได้ในปี 65 ที่เกิดวิกฤติพลังงานเช่นกัน รัฐบาลได้ลดภาษีน้ำมันเพื่ออุ้มค่าครองชีพ ก็กระทบต่อรายได้ของรัฐบาลหายไปมากกว่า 1.5-1.6 แสนล้านบาทต่อปี เช่นกัน
อย่างที่บอก หากรายได้ของรัฐบาลหายไป การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 70 ก็จะยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะเท่ากับว่าต้องกู้เงินเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การออกพ.ร.ก.เงินกู้ฯ ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อฐานะการคลัง
นั่นหมายความว่า…โอกาสที่ “สถาบันจัดอันดับต่างประเทศ” จะ “ปรับลดเครดิตของประเทศ” จากภาระการคลังที่เพิ่มสูงขึ้นก็ย่อมมีไม่น้อยเช่นกัน ก็เท่ากับว่า ต้นทุนทางการเงินของประเทศก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย!
…………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















