40 ปีแล้วกับภารกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ “ปตท.สผ.” นับจากเข้าร่วมลงทุนแปลงสำรวจแปลงแรก S1 หรือ “แหล่งสิริกิติ์” แหล่งน้ำมันดิบบนบกขนาดใหญ่ที่สุด อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ในปี 2528
มาถึงวันนี้ “ปตท.สผ.” ได้ขยายการลงทุนไปทั่วโลก ทั้งในฐานะผู้ลงทุน และผู้ดำเนินการ (Operator) คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวม 29,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568) และยังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงธุรกิจใหม่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานหมุนเวียน
ในปี 2569 “ปตท.สผ.” ยังคงเติบโตต่อไป โดยมีเป้าหมายปริมาณการขาย (Sales volume) ที่ 556,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และปริมาณการผลิต (Production volume) 785,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
เป้าหมายดังกล่าว อาจมีบางเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยง ที่ต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังเพื่อกุมเป้าหมายใน 2 ภารกิจอย่างสมดุล “มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. บอกว่า “ในจังหวะที่ ปตท.สผ.จะลงทุนโครงการใดก็ตาม จะคำนึงการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ และสร้างรายได้ควบคู่กันในฐานะเป็นบริษัทมหาชน”
ปีนี้ราคาน้ำมันที่ผันผวนเป็นความท้าทายของเราอีกปี สำหรับสถานการณ์ที่จะมีผลต่อราคาพลังงานโดยตรงนั้น อยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุสในตะวันออกกลาง แม้จะทำไม่ง่าย แต่ก็ต้องเฝ้าติดตาม ส่วนเหตุการณ์ที่สหรัฐฯบุกเวเนซูเอลา เขาไม่ได้กังวลเท่า เพราะเหตุการณ์นี้กลับจะทำให้กำลังผลิตในตลาดเพิ่มขึ้นในอีก 2-3 ปี 2569 เขาจึงประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบในปี 2569 จะอยู่ในระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่ ปตท.สผ.พออยู่ได้ โดยสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยของ ปตท.สผ.ให้ทรงตัวอยู่ที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

แต่ไม่ว่าจะสถานการณ์จะเป็นอย่างไร “ปตท.สผ.” จะมองหาการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศเสมอ โดยเฉพาะ การหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ ๆ ในประเทศ และรอบบ้าน เพื่อต่อท่อฯนำมาใช้ “มนตรี” ย้ำว่า “70% ของการผลิตไฟฟ้าของไทยมาจากก๊าซฯ แต่เราผลิตในประเทศ และเมียนมาร์ ป้อนได้แค่ 60% เท่านั้นอีก 40% ต้องนำเข้าในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งราคาผันผวนมาก”
ปีนี้เป็นอีกจังหวะที่ “ปตท.สผ.” จะเพิ่มปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่องทั้งในแปลงบนบก อ่าวไทย และเมียนมาร์ รวมถึงมาเลเซีย
ในส่วนของ “อ่าวไทย” จะเน้นรักษาการผลิตในแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และ G2/61 (แหล่ง บงกช) อย่างต่อเนื่อง ลงทุนรวมกันประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ส่วน “แปลงบนบก” มีแผนขยายการลงทุนอย่างในแหล่งสิริกิติ์ ซึ่งปัจจุบันรักษาระดับการผลิตน้ำมันดิบได้อยู่ประมาณ 24,000 บาร์เรลต่อวัน ที่ผ่านมาได้รับอนุมัติให้ต่อสัมปทานผลิตปิโตรเลียมแปลง S1 อีก 10 ปี สิ้นสุดในปี 2574 ซึ่งถือว่าแหล่ง S1 มีความสำคัญมากกับประเทศ สามารถป้อนน้ำมันดิบให้กับ 4 โรงกลั่นของไทยได้อย่างดี โดยแปลงนี้มีแผนเจาะหลุมใหม่ประมาณ 700-800 หลุมต่อปี
ขณะที่แหล่งสินภูฮ่อมที่เรามี 2 แปลง เป็นแหล่งผลิตก๊าซฯบนบกที่ช่วยสร้างความมั่นด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับภาคอีสาน ปริมาณการผลิตก๊าซฯประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หมดอายุสัญญาสัมปทานในปี 2572 และปี 2574 ตามลำดับ
สำหรับรอบบ้านเราอย่าง “เมียนมาร์” จะเพิ่มกำลังผลิตต่อเนื่อง ในส่วนของแหล่งยาดานาจะมีการสำรวจ 4 หลุมเพิ่มเติม ส่วน “มาเลเซีย” ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการลงทุนที่สำคัญของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการร่วมในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย มากว่า 28 ปีแล้ว และเป็นผู้ดำเนินการโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในมาเลเซียตั้งแต่ปี 2559 ล่าสุด ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมการลงทุนกับ Total Energies ในแปลง SK408 แหล่งผลิตก๊าซฯ และคอนเดนเสทนอกชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย รวมแล้วตอนนี้ ปตท.สผ. มีการลงทุนมากกว่า 10 โครงการในประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องต่อไป

ส่วนการลงทุนในประเทศที่ไกลออกไปของ ปตท.สผ. “มนตรี” บอกว่า “จะโฟกัสในพื้นที่ที่มีการลงทุนอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต แต่ก็ไม่ปิดโอกาสที่จะเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งใหม่ ๆ สำหรับการลงทุนโครงการแหล่งก๊าซฯที่จะขยายอย่างต่อเนื่องมีหลายแหล่งด้วยกัน เช่น พื้นที่สัมปทานกาชา (Ghasha) นอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 2 ใน UAE เช่นกัน รวมถึง โครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 ซึ่งเป็นโครงการ LNG ขนาดใหญ่ในทวีปแอฟริกาจะเริ่มผลิตและขาย ในปี 2571 ส่วนการลงทุนในแอลจีเรียอยู่ระหว่างการมองโอกาสขยายการลงทุนสำรวจและพัฒนาในแปลงใหม่”
ย้อนกลับมามองการลงทุนในประเทศไทย “CEO ปตท.สผ.” ค่อนข้างกังวลว่า การผลิตจะไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยได้รับบทเรียนมาแล้วในช่วงการต่ออายุสัมปทานแหล่งเอราวัณ ที่มีการเปิดประมูลใหม่ตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งช่วงรอยต่อ หลายคนจำได้ดีว่า ช่วงเปลี่ยนจากผู้รับสัมปทานรายเก่าเป็นรายใหม่ ไม่มีการลงทุนเพิ่ม ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกิจการสำรวจและผลิต เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน ทำให้กำลังการผลิตหายไปจากเดิม 1,200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เหลือเพียง 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่ง Operator ใหม่ คือ ปตท.สผ.ใช้เวลาถึง 2 ปี เพื่อเพิ่มกำลังผลิตก๊าซฯขึ้นเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้า LNG ในราคาสูงเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า
“CEO ปตท.สผ.” จึงฝากรัฐบาลใหม่ให้มีการวางแผนเพื่อบริหารจัดการล่วงหน้า 5 ปีก่อนหมดสัมปทานในแต่ละแปลง เพื่อให้มีการผลิตในแปลงนั้น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้กระทบกับต้นทุนพลังงานของประเทศ ซึ่งหลายแปลงมีศักยภาพการผลิตได้อีกหลายปี เช่น แหล่งสิริกิติ์ และแหล่งสินภูฮ่อม ยังรักษาการผลิตได้อย่างต่อเนื่องราว ๆ 10 ปี ขณะเดียวกันก็อยากให้รัฐบาลส่งเสริมการและสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่รอบ ๆ บ้านเราด้วย เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ
จึงไม่มีวันไหนที่ “ปตท.สผ.” สามารถหยุดวางแผนเพิ่มปริมาณสำรอง ทั้งก๊าซฯและน้ำมันในมือ ที่สำคัญพลังงานไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มีตลาดโลกมาเกี่ยวข้อง “มนตรี” ประเมินว่า หลังปี 2573 ก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกมีโอกาสขาดแคลน เนื่องจากความต้องการ LNG จะมากกว่ากำลังผลิต
“แม้เทรนด์จะออกมาว่าถึงยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน แต่เอาเข้าจริงทำไม่ได้เร็วอย่างคาดการณ์ และเมื่อเกิดสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทุกคนต่างเห็นความสำคัญของความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้ก๊าซฯยังคงเป็นพลังงานที่มีความต้องการไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ปตท.สผ.ซึ่งต้องดูความมั่นคงของประเทศด้วย จึงพยายามหาแหล่งพลังงานมาเสริมความมั่นคงในประเทศของเราให้มากที่สุด” มนตรี กล่าวย้ำ
ดังนั้นเมื่อไหร่ที่มีโอกาสการลงทุนในประเทศต่าง ๆ หรือกระทรวงพลังงานเปิดสัมปทานรอบใหม่ “ปตท.สผ.” พร้อมลงทุน โดยเฉพาะการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 26 ในแหล่งอันดามันซึ่งเป็นแหล่งน้ำลึก “CEO มนตรี” เผยว่า กำลังหาพันธมิตรที่มีประสบการณ์ในแหล่งน้ำลึกมาร่วมงานด้วย เพราะต้องใช้เทคโนโลยี และเงินลงทุนสูง ความน่าสนใจของแปลงนี้อยู่ที่ศักยภาพ ที่คาดการณ์ว่าจะมีสำรองก๊าซฯพอสมควร ส่วนอ่าวไทยที่อาจมีโอกาสที่ภาครัฐจะเปิดสัมปทานอีก เพราะเคยมีการสำรวจและคืนแปลงไปบางส่วนในอดีต ปตท.สผ.ก็สนใจเช่นกัน
ส่วนธุรกิจใหม่อย่าง พลังงานหมุนเวียน “CEO ปตท.สผ.” มองว่า ที่ผ่านมาได้เลือกเข้าไปร่วมลงทุนบางโครงการ เป้าหมายเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆและมาลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดในประเทศไทย อย่างโครงการซีกรีน ออฟชอร์ วินด์ฟาร์ม โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง กำลังการผลิตไฟฟ้า 1.1 กิกะวัตต์ โครงการนี้ถือว่าไปได้ดี แต่เนื่องจากศักยภาพพลังงานลมในบ้านเรายังไม่มากนัก จึงยังไม่เห็นการต่อยอดในประเทศไทยในตอนนี้

“โดรน” ที่กำลังมีบทบาทในการทำภารกิจหลายเรื่อง แต่โดรนภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี (ARV) ในกลุ่มปตท.สผ. ยังมุ่งเน้นไปที่งานสนับสนุนภารกิจใต้น้ำ การขนส่ง และความปลอดภัย ช่วยวัดการดักจับคาร์บอนและความสมบูรณ์ของป่า ยังไม่ได้ขยายผลไปมากนัก
โครงการใหญ่ที่ ปตท.สผ.กำลังมุ่งมั่นควบคู่การลงทุนอื่น ๆ อยู่ที่ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งโครงการนี้ถูกบรรจุไว้ในเป้าหมายของ ปตท.สผ.ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 และอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ.2564-2573 (NDC Action Plan on Mitigation 2021-2030) ซึ่ง มีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 222.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ 40% จากกรณีปกติ ภายในปี พ.ศ.2573 โดยโครงการ Sandbox CCS กำลังไปได้ดีในแหล่งอาทิตย์ เป้าหมายกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) 1 ล้านตันต่อปี ใช้งบลงทุนร่วม 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นต้นทุน 16 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งปตท.สผ.ไม่ได้มองเป็นต้นทุน แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โครงการนี้จะเริ่มการอัดกลับ CO₂ ได้ในปี 2571 และทยอยเพิ่มอัตราที่ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีภายในระยะเวลา 5 ปี ขั้นตอนใหญ่อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุน CCS ในโครงการอาทิตย์ ที่เรียกว่า “สิทธิประโยชน์ในการหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีสำหรับการลงทุนใน CCS” ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนในส่วนของ “กลไกการสร้างแรงจูงใจ” (Incentive) จากภาครัฐ เพื่อชดเชยเงินลงทุนสำหรับโครงการ CCS ที่โครงการอาทิตย์
ส่วนโครงการใหญ่ CCS ของประเทศที่หลายหน่วยงานกำลังช่วยกันผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งมีศักยภาพที่จัดเก็บให้ 60 ล้านตันจากลักษณะธรณีวิทยาที่เป็นกะทะคว่ำสามารถกักเก็บ CO₂ จากโรงงานอุตสาหกรรมในและนอกมาบตาพุดได้ทั้งหมด แต่ต้องผ่านการสำรวจและศึกษา ปัจจุบันกำลังเริ่มต้นกระบวนการสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Survey) ซึ่งโครงการนี้ถูกบรรจุในแผน NDC ของประเทศแล้ว
“CEO มนตรี” ยอมรับว่า โครงการนี้ไม่ง่าย ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 ปีกว่าจะเริ่มลงทุน และต้องลงทุนสูงมากหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จำเป็นต้องมีกลไกของภาครัฐมารองรับ ทั้งกลไกทางภาษีคาร์บอน และคาร์บอนเครดิต หลัก ๆต้องรอพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบังคับใช้ แต่หากเกิดได้จะเป็นประโยชย์อย่างมาก ในส่วนของ ปตท.สผ.อยู่ระหว่างมองหาโอกาสที่จะร่วมลงทุน CCS แถบยุโรป เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในบ้านเราต่อไป
“โครงการ CCS มีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ของประเทศ เพราะในแต่ละปีประเทศไทยปล่อย CO₂ ปริมาณ 320 ล้านตันต่อปี พื้นที่ป่าอย่างเดียวไม่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ทั้งหมด ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันลดการปล่อยคาร์บอน และมีโครงการ CCS ที่อ่าวไทยมาช่วยเท่านั้นเป้าหมาย Net Zero ถึงจะสำเร็จ” CEO ปตท.สผ. กล่าวทิ้งท้าย
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















