หน้าแรกCOLUMNISTSKey point โครงการ CCS ญี่ปุ่นโมเดล หากประชาชน“ไม่เข้าใจ”…..เกิดไม่ได้!

Key point โครงการ CCS ญี่ปุ่นโมเดล หากประชาชน“ไม่เข้าใจ”…..เกิดไม่ได้!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เมื่อพลังงานต้องฝ่าความท้าทายอยู่หลายเรื่อง ทั้งความผันผวนของราคาพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน ซึ่งทุกประเทศต่างประกาศที่จะไปสู่ Net Zero ด้วยกันทั้งนั้น ของไทยกำหนดไว้ในปี 2593 แต่การที่เศรษฐกิจก็ต้องเดินหน้าพร้อมการลดการปล่อยคาร์บอนไม่ใช่เรื่องง่าย

แนวทางลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage :  CCS) เป็นคำตอบของโลกในเวลานี้ เพื่อให้โรงงานเดินเครื่องต่อไปได้ แต่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) สู่ชั้นบรรยากาศน้อยลง ซึ่งจะต้องทำให้ครบและให้ดีทั้ง 3 องค์ประกอบในห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ของ CCS จึงจะสมบูรณ์ ทั้งการดักจับคาร์บอน (Capture) การขนส่งคาร์บอน (Transport) และการกักเก็บคาร์บอน และการใช้ประโยชน์  (Storage or Utillization)

ในส่วนการดักจับคาร์บอนต้องดึงออกมาจากแหล่งกำเนิด เช่น โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่น โรงไฟฟ้า หรือโรงปิโตรเคมี หรือ ดักจับจากอากาศ จากนั้นขนส่งไปยังสถานที่กักเก็บคาร์บอน ผ่านทางท่อในสภาวะก๊าซ และในสถานะของสสารที่อุณหภูมิและความดันสูงเกินกว่าจุดวิกฤต (Supercritical phase) และทางเรือสำหรับรูปแบบของเหลว รองรับการขนส่งในระยะทางไกล

ส่วนการกักเก็บคาร์บอน ด้วยเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศ ทำได้ทั้งในแหล่งน้ำมั้นและก๊าซฯเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว หรือชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันด้วยการอัดกลับ CO₂ (EOR) เพราะเก็บอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของเศรษฐกิจหมุนเวียน ต้องเอามาใช้ประโยชน์ด้วยในอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เคมี ยา และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

ณ เวลานี้ โครงการ CCS ได้รับการพัฒนาและดำเนินการในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป มีกว่า 77 โครงการที่ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 47 โครงการ และอีก 610 โครงการกำลังพัฒนาในช่วงเริ่มต้น

สำหรับประเทศไทยซึ่งกำหนด Net Zero ในปี 2593 ก็ต้องเริ่มโครงการ CCS อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการคำนวณว่า 50% ของคาร์บอนที่ไทยจะลดได้ต้องมาจากโครงการ CCS ซึ่งตอนนี้กำลังพัฒนาเป็นโครงการนำร่องที่โครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย เพื่อดักจับ CO₂ ในการดำเนินงานของบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ศักยภาพเก็บคาร์บอนได้ 1 ล้านตัน เริ่มก่อสร้างในปี 2569 คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2571 ขณะเดียวกันก็กำลังเริ่มโครงการใหญ่ในอ่าวไทย เพื่อผลักดันให้ไทยเป็น Eastern Thailand CCS Hub มีศักยภาพเก็บคาร์บอนได้ถึง 60 ล้านตันต่อปีในปี 2593

เมื่อโครงการ CCS ต้องใช้เงินลงทุนหลักแสนล้านบาท ดังนั้นกลุ่มปตท.ซึ่งเป็นแม่งานหลัก คาดหวังที่จะทำให้โครงการนี้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกันในอีก 10-20 ปีข้างหน้าด้วย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งในการรองรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน และเพิ่มการจ้างงาน

แต่จะสำเร็จได้จำเป็นต้องมีปัจจัยสนับสนุนอย่างรอบด้าน ทั้งการพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ ปลดล็อกนโยบายและกรอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งกลไกและเครื่องมือจูงใจที่เหมาะสมรองรับความต้องการกักเก็บคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

ภารกิจของปตท.ในการผลักดันให้โครงการ CCS เกิดให้ได้นั้น ด้านหนึ่งด้วยความเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ อีกด้านกลุ่มปตท.มีการดำเนินธุรกิจที่ถือเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593 พร้อมกับประเทศ ผ่านกลยุทธ์ C3 ประกอบด้วย C1 : Climate-Resilience Business โดยลดพอร์ตโฟลิโอในธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง อาทิ การขายธุรกิจถ่านหินออกไป ,C2 : Carbon Conscious Asset ปรับปรุงสินทรัพย์ที่มีอยู่ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต และการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ และC3 : Coalition, Co-Creation, and Collective Efforts for All ร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างประเทศ เพื่อผลักดันการลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มปตท.ต้องการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 โดยร่วมมือกันทั้งกลุ่มปตท.เพื่อเดินไปด้วยกัน  โดยมี CCS เป็นโครงการใหญ่ของกลุ่มที่จะมาช่วยทำให้เป้าหมายที่วางไว้สัมฤทธิ์ผล ในส่วนโครงการ Eastern Thailand CCS Hub อยู่ระหว่างร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็แสวงหาโอกาสการลงทุนในโครงการ CCS ไปด้วย เพื่อเข้าถึงองค์ความรู้ แนวปฏิบัติ และพันธมิตรทางธุรกิจ

สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมของการทำ CCS Hub อยู่ในพื้นที่ EEC ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่จำนวนมาก ทั้งในชลบุรี และระยอง ครบองค์ประกอบของ CCS โดย CO₂ จะถูกดักจับจากโรงงานต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งปล่อย จากนั้นขนส่งทางเรือ ผ่านท่าเทียบเรือขนถ่ายและแปรสภาพผ่านท่อใต้ทะเลไปกักเก็บนอกชายฝั่งในอ่าวไทย

ดร.คงกระพัน ย้ำว่า โครงการ CCS ต้องอาศัยการบูรณาการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีกลไกต่าง ๆ มารองรับ ทั้งกฎหมาย ภาษี และมาตรการสนับสนุน เพราะโครงการนี้มีความสำคัญที่จะทำให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในส่วนของโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ปัจจุบันได้เริ่มกระบวนการสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Survey) แล้วในอ่าวไทย เพื่อประเมินศักยภาพการเก็บคาร์บอนในชั้นหินและเทคโนโลยีที่เหมาะสม 

เมื่อเป็นโครงการแรกของไทย ก็ต้องเรียนรู้จากประเทศอื่น ๆ ที่ทำมาแล้ว ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นต้นแบบโครงการ CCS ที่สามารถจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม  “Tomakomai CCS Demonstration Project”  เป็นโครงการนำร่องที่ปตท.ได้นำคณะสื่อมวลชนมาเรียนรู้ไปด้วยกัน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา CCS อย่างเป็นระบบของญี่ปุ่น ไม่ใช่ถูกคิดเมื่อวาน แต่ใช้เวลาหลายปีในการสะสมประสบการณ์ ควบคู่กับการพัฒนา กฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนการขยายผลในระดับประเทศ 

มาดูโมเดล “Tomakomai CCS Demonstration Project” ผู้พัฒนาโครงการนี้ คือ Japan CCS Co. Ltd (JCCS) ซึ่งมีผู้ถือหุ้น 33 ราย จากภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และวิศวกรรม ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น วัตถุประสงค์หลัก เพื่อสาธิตระบบ CCS แบบครบวงจร รวมถึงศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพิสูจน์ว่าระบบมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ 

โครงการ Tomakomai CCS เริ่มกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในเดือนเม.ย. 2559 ที่ระดับ 1 แสนตันต่อปี โดยรวบรวม CO₂ จากอุตสาหกรรม เช่น ผลิตไฮโดรเจนในโรงกลั่นน้ำมัน แล้วนำไปกักเก็บในชั้นหินอุ้มน้ำเค็มนอกชายฝั่ง ในปี 2562 บรรลุเป้าหมายกักเก็บรวม 3 แสนตัน และทำการหยุดการจัดเก็บ ปัจจุบันอยู่ในช่วงการติดตามผลการกักเก็บคาร์บอน (Post-Injection Monitoring) 

หากว่าด้วยเทคโนโลยี CCS แล้วการที่ญี่ปุ่นทำมาหลายปี จึงชัดเจนว่าจะเป็นอีกเครื่องมือที่มาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate sectors) เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ รวมถึงการผลิตพลังงานและความร้อนในบางประเภท แต่ก็มีเครื่องมืออื่น ๆ มาใช้ด้วย เพราะญี่ปุ่นมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังมีความต้องการใช้พลังงานสูงในภาคอุตสาหกรรม การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศจึงมีแนวทางหลากหลาย นอกจาก CCS ก็มีการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนียด้วย

ประเด็นสำคัญของ Tomakomai CCS ที่เราเห็นในพื้นที่ดำเนินงาน มีการจัดพื้นที่สร้างการเรียนรู้ที่น่าดึงดูดสำหรับเด็กเล็ก ๆ ระดับประถมศึกษาที่แวะเวียนเข้ามา ทำให้เด็กได้ซึมซับความเข้าใจ และคุ้นชินเมื่อเติบใหญ่ เพราะเขาจะต้องอยู่กับเทคโนโลยีใหม่ และส่งต่อความสร้างสรรค์ให้คนรุ่นต่อไป

นายทานากะ จิโร่ รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกิจการต่างประเทศ บริษัท Japan CCS จำกัด ย้ำว่าสิ่งที่ยากที่สุดของโครงการกลับไม่ใช่เทคนิค แต่คือการได้รับแรงสนับสนุนจากชุมชน จะทำเช่นนั้นได้ต้องทำความเข้าใจ ด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และต้องดำเนินงานอย่างเปิดเผยโปร่งใส

Key point ที่ นายทานากะ ได้แนะนำ เมื่อประเทศไทยเป็นผู้มาใหม่ในวงการ CCS นั่นก็คือ 1.การสร้างความเข้าใจให้ชุมชนที่โครงการตั้งอยู่ เพราะหากไม่ได้รับการยอมรับก็เกิดไม่ได้ ในส่วนของเขาได้นำประชาชนมาศึกษาดูงานในพื้นที่จริงก่อนมีการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักร และทุกๆปีจะมีการประชุมคนในชุมชน ขณะเดียวกันก็เปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ศาลากลางจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีการมอนิเตอร์ใน 4 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ติดตามดูอุณหภูมิที่เหมาะสม 2.ความดัน 3.ความสั่นสะเทือนจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น แผ่นดินไหว 4.ติดตามว่ามี CO₂ รั่วไหลหรือไม่ โดยวัดค่าความหนาแน่นของ CO₂ รอบ ๆ

“ต้องเปิดเผยโปร่งใสในการดำเนินงาน เพราะโดยพื้นฐาน คนในชุมชนย่อมกังวลหากเกิดการรั่วไหล โดยอธิบายหลักการและเหตุผลให้เข้าใจ ซึ่งต้องใช้ผู้สื่อสารที่รู้เรื่อง สามารถถ่ายทอดให้ชุมชนได้อย่างเข้าใจ เพื่อลดความกังวล ทำให้เกิดความสบายใจมากขึ้น และหาแนวร่วมจากผู้บริหารท้องถิ่น อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนจังหวัด (อบจ.) หรืออบต. เป็นต้น แน่นอนว่า 6 ปีที่ได้เฝ้าติดตามไม่มีการรั่วไหลเกิดขึ้น”  

โครงการ CCS  ยังมีต้นทุนสูงมากด้วย นายทานากะ บอกว่า สำหรับการอัด CO₂ ลงใต้ทะเล 1 ตันมีต้นทุนอยู่ราว 12,000-20,000 เยน แต่คาดว่าจะลดลงเรื่อย ๆ ในปี 2593 น่าจะเหลือราว 8,000 เยน หรือไม่เกิน 12,000 เยน แม้จะแพง แต่ Tomakomai CCS เกิดได้เพราะรัฐบาลออกเงินลงทุน 100%

บรรทัดสุดท้ายของโครงการ CCS ของญี่ปุ่น เราได้เรียนรู้ว่า การติดตามเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเป็นไปได้ในการลดการปล่อย CO₂ แบบกัดไม่ปล่อยมีความสำคัญ  เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน และแอ็กชันเลยโดยนำร่องเล็ก ๆ ก่อน ของญี่ปุ่นเริ่มในปี 2533 หรือเมื่อ 36 ปีมาแล้ว ที่ Kubiki สามารถอัดเก็บ CO₂ ได้ 10,000 ตัน ต่อมาทำที่ Sarukawa 10,000 ตัน อีก 10 ปีต่อมาหรือ 2543 ทำที่ Nagoaka 10,000 ตัน

ก่อนจะมาถึง Tomakomai CCS ที่สามารถฉีดได้ 1 -3 แสน ตัน หยุดการอัดฉีดเพิ่มเมื่อ 6 ปีก่อน เพื่อติดตามผลการจัดเก็บ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ประกาศ Japan’s CCS Long-Term Roadmap ในทันที แต่มีการนำร่อง เพื่อทดสอบเทคโนโลยีและโมเดลทางธุรกิจ ใช้เวลามากกว่า 33 ปีถึงประกาศ Roadmap ในปี 2566 พร้อมออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อทดสอบจนมั่นใจก็แผนเป็นสเต็ป ปักธงที่จะเริ่มทำเชิงพาณิชย์ในปี 2573 โดยเดินหน้าทำโครงการใหญ่ในสเกลกักเก็บ CO₂ ที่ระดับ 1-3 ล้านตันใน 9 โครงการ 5 แห่งในญี่ปุ่น และอีก 4 แห่งจะมีการขนส่งไปเก็บที่อื่น เช่น มาเลเซียที่กำลังพัฒนาโครงการ CCS นอกชายฝั่งเช่นกัน ซึ่งญี่ปุ่นจะมีการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในปีนี้ สุดท้ายของแผนจะอัปสเกลไปสู่ระดับการเก็บ CO₂ รวมที่ 120 -240 ล้านตันในปี 2593 เป็นอันบรรลุเป้าหมาย Net Zero

ปัจจัยของการเดินหน้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะการสนับสนุนจากรัฐบาลเต็มรูปแบบ โดยแต่ละหน่วยงานเข้ามาเป็นจังหวะ ๆ ตั้งแต่ “องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (New Energy and Industrial Technology Development Organization : NEDO)  ที่มาร่วมมือตั้งแต่ต้น ต่อมาก็มีกระทรวงสิ่งแวดล้อม และ METI เข้า และระหว่างดำเนินงานก็มีการจัดตั้งคณะผู้ชำนาญการมาดูแลในแต่ละโครงการเป็นการเฉพาะ เพื่อให้คำแนะนำทางด้านเทคนิค และสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ

สำหรับประเทศไทยปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มบูรณาการแล้ว อาจจะยังไม่เข้ามาเต็มรูปแบบ แต่ก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ยังต้องจัดโครงสร้างการทำงานเป็นสเต็ปต่อไป เพื่อหาผู้ประสานงานกลางรวบปัจจัยทุกอย่างที่เกี่ยวข้องไว้จุดเดียวเป็น One Stop Service ทางด้านเทคนิคญี่ปุ่น โดย Japan Organization for Metals and Energy Security (JOGMEC) ร่วมมือกับปตท.สผ.เพื่อเริ่มกระบวนการสำรวจศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยา เพื่อกักเก็บคาร์บอน

โครงการ CCS ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องทำ เพื่อให้เกิดได้ ปตท.มีความคาดหวังว่าภายใน 6 ปี กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต้องได้เห็น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการดำเนินธุรกิจ เพื่อความชัดเจนก่อนจะดึงภาคเอกชนต่าง ๆ เข้ามาร่วมดำเนินงานกับปตท. เช่น SCG เป็นต้น รวมถึงการเริ่มต้นแสวงหาแหล่งเงินกู้ต่างประเทศดอกเบี้ยต่ำ โดยมีรัฐบาลเข้ามาสนับสนุน เพราะเงินลงทุน 3-4 แสนล้านบาทไม่ใช่น้อยสำหรับ Eastern Thailand CCS Hub แต่จะยากแค่ไหนมีอุปสรรคอย่างไรก็ต้องเริ่มทำ ไม่ใช่เพื่อองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ เพื่อภาพรวมของประเทศในการปูทางสู่ Net Zero ในปี 2593

…………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img