รมว.กลาโหม ย้ำ รัฐบาลและกองทัพต้องเดินไปด้วยกัน 

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“….รัฐบาลและกองทัพต้องเดินไปด้วยกัน การพัฒนากองทัพต้องสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เพื่อให้กองทัพมีความพร้อม กำลังพลมีคุณภาพ และประเทศมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน….”

@@@……สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https:// thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 15 ส.ค.69 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระวโรกาสให้คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบทุน “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์

@@@…… พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก และผู้เกี่ยวข้องได้เข้าเฝ้าฯ กราบทูลถวายรายงานผลการดำเนินงานการก่อสร้างรั้วชายแดน ถนนตรวจการณ์ บังเกอร์หลุมบุคคล และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ซึ่งได้รับพระราชทานเงินสนับสนุนจากกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อก่อสร้างถนนตรวจการณ์และรั้วชายแดน โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเส้นทางลำเลียงวัสดุและเครื่องจักรจากฐานปฏิบัติการที่ 6 เข้าสู่หลักเขตแดนที่ 52 ระยะทาง 1.23 กิโลเมตร จากนั้นได้ดำเนินการก่อสร้างถนนตรวจการณ์จากหลักเขตแดนที่ 52 ถึงหลักเขตแดนที่ 59 ระยะทางรวม 8.38 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 9.61 กิโลเมตร

@@@…… สำหรับการก่อสร้างรั้วชายแดน เป็นรั้วคอนกรีตเสริมเหล็ก มีความสูงของโครงสร้างรวมลวดหนามหีบเพลง 3.35 เมตร ก่อสร้างคู่ขนานไปตามแนวถนนตรวจการณ์ ตั้งแต่หลักเขตแดนที่ 52 ถึงหลักเขตแดนที่ 54 รวมระยะทาง 1.31 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งได้เตรียมแผนดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดนเพิ่มเติม ตั้งแต่หลักเขตแดนที่ 54 ถึงหลักเขตแดนที่ 55 ระยะทาง 3.45 กิโลเมตร สำหรับการก่อสร้างบังเกอร์หลุมบุคคลให้แก่กองกำลังป้องกันชายแดน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยแก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 100 หลัง และในส่วนของการก่อสร้างหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน จำนวน 40 หลัง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งแล้วเสร็จเรียบร้อยทั้งหมด

@@@……ตรวจเยี่ยมกองบิน 1……นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว. กลาโหม พล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ตรวจเยี่ยม กองบิน1 โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ 1. การพัฒนาขีดความ สามารถทางอากาศ เดินหน้าจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ หรือ “โดรนโจมตี” เพื่อเป็น Game Changer ยกระดับการปฏิบัติการทางอากาศในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพและอุตสาหกรรมของคนไทย

@@@……2. กิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง ขับเคลื่อนการลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดหาดาวเทียมวงโคจรต่ำ การประยุกต์ใช้กล้องโทรทรรศน์ และการผลักดัน “ศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างครอบคลุม 3. การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้กองทัพอากาศสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทันต่อทุกสถานการณ์วิกฤต

@@@……4. การพัฒนาระบบเครือข่ายเชื่อมโยงกำลังรบ เร่งพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี Tactical Data Link สู่ National Link เชื่อมโยงกับระบบควบคุมร่วมหลายมิติของกองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมสนับสนุนแนวคิด “One Team ทัพไทย” เพื่อให้ทั้ง 3 เหล่าทัพมีภาพสถานการณ์เดียวกันและสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และ 5. การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มุ่งสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทย โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับ ไปสู่การผลิตและใช้งานจริง เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ Made in Thailand และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

@@@……รับฟัง…. พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ร่วมรับฟังการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติต่อรัฐบาลของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยมี พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และพล.ท. อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ร่วมรับฟัง ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เขตดินแดง กรุงเทพฯ

@@@…… การนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่เข้มแข็ง ตามแนวคิด “Resilient Thailand” มุ่งเน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของประเทศไทยใน 4 ด้าน เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และมีความสง่างามในเวทีโลก ได้แก่ 1. คน (People): พัฒนาทุนมนุษย์ผ่าน One National Human Capital System และระบบสุขภาพที่เน้นการสร้างพลังชีวิต (Vitality) มากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วย 2. เศรษฐกิจ (Economy): ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย AI และห่วงโซ่อุปทาน มุ่งเปลี่ยนบทบาทของไทยจากผู้ใช้เป็นผู้ขับเคลื่อน AI เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน (ASEAN Supply Chain Hub) 3. พลังงาน (Energy): บริหารจัดการต้นทุนพลังงานและมุ่งสู่ Net Zero ด้วยการเตรียมความพร้อมสู่ระบบพลังงานสะอาด เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 4. ความมั่นคง (Security): เสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการพึ่งพาตนเองผ่านนโยบาย Offset สร้างพื้นที่ Sandbox สำหรับนวัตกรรมอาวุธแบบเทคโนโลยีสองทาง (Dual Technology) และพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบภาพรวมทั้งประเทศ

@@@……ตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ …..พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ โดย รมว.กลาโหม ได้ถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาของทหารเรือไทย จากนั้น รมว.กลาโหม ได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ก่อนเข้ารับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องสุพรรณหงส์ อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือวังนันทอุทยาน เพื่อรับทราบถึงภารกิจหน้าที่ตลอดจนข้อขัดข้องต่าง ๆต่อมา ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ยุทธการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ รวมถึง เยี่ยมชมการสาธิตการปฏิบัติงาน ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม กรุงเทพฯ 

@@@……รมว.กลาโหม กล่าวว่า การเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพต้องพิจารณาจากภารกิจและภัยคุกคามที่แท้จริง ควบคู่กับข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยจัดลำดับความสำคัญระหว่างการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ การปรับปรุงและยืดอายุการใช้งานยุทโธปกรณ์เดิม และการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน เพื่อรักษาความพร้อมรบและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า พร้อมให้ความสำคัญกับการนำ AI, Cyber, ระบบไร้คนขับ และเทคโนโลยีดาวเทียม มาเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจ โดยเฉพาะ UAV ซึ่งสามารถสนับสนุนภารกิจข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน รวมถึงพิจารณาพัฒนาขีดความสามารถให้รองรับภารกิจทางทหารที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้ แนวทางสำคัญคือ “ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ แทนการเพิ่มจำนวนยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว”

@@@……สำหรับการส่งเสริม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ หากมีศักยภาพในการวิจัย พัฒนา และผลิตยุทโธปกรณ์ได้เอง ควรสนับสนุนเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ สร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ส่วนคนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกองทัพ การพัฒนาบุคลากรจึงต้องเดินควบคู่กับเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ พร้อมให้ความสำคัญกับสวัสดิการและคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ การพัฒนากองทัพยุคใหม่ต้องมองอย่างสมดุลทั้ง “กำลังพล เทคโนโลยี ยุทโธปกรณ์ และงบประมาณ” สิ่งใดจำเป็นต่อความมั่นคงต้องได้รับการสนับสนุน ส่วนสิ่งใดสามารถใช้เทคโนโลยีทดแทนหรือเพิ่มประสิทธิภาพได้ ต้องปรับรูปแบบให้เหมาะสม เพื่อให้ทุกบาทของงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด รัฐบาลและกองทัพต้องเดินไปด้วยกัน เพราะการรักษาความมั่นคงเป็นภารกิจร่วมกัน และการพัฒนากองทัพต้องสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เพื่อให้กองทัพมีความพร้อม กำลังพลมีคุณภาพ และประเทศมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

…………..

คอลัมน์  : “Military Key”

โดย.. “รหัสมอร์ส

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img