ปม“ศักดิ์สยาม”คือ“จุดอ่อน”ล้มรัฐบาล “ฝ่ายตรงข้าม”ไล่บี้“เครือข่ายสีน้ำเงิน”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

บทบาทของ “องค์กรอิสระ” กำลังถูกจับตามองจากสังคมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ แกนนำพรรคฝ่ายค้าน “พรรคประชาชน” (ปชน.) และ “ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล” หลัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ “ยกคำร้อง” คดีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีคำวินิจฉัยว่า “ศักดิ์สยาม” ส่อใช้ “นอมินี” ถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มูลค่า 119.5 ล้านบาทแทน

สวนทางคำวินิจฉัยของศาล รธน. ซึ่งเคยวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรี ของ “ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง เพราะเห็นว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง” ด้วยการให้ “นอมินี” ถือหุ้น-ทำนิติกรรม-ซื้อกองทุนแทน-บริจาคเข้าพรรค ภท. ยิ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับคดีของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

จากกรณีร่วมกันลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีความคล้ายกันในแง่ของเส้นทางคดี นั่นคือเริ่มจากศาล รธน.ที่มีคำวินิจฉัยยุบพรรค ก.ก. และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ต่อมาเจอ “ป.ป.ช.” ลงดาบ  ด้วยข้อหากระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเสนอตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

ซึ่งล่าสุด “ศาลฎีกา” ได้ประทับรับคำร้อง แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนอกจากแกนนำพรรคส้ม จะเข้าสู้กระบวนวินิจฉัยของศาลฎีกา แต่ก็เตรียมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช.

ขณะที่อีกไม่กี่วันข้างหน้า จะมีเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานขององค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งคือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ในประเด็นที่หลายคนตรวจสอบมาตลอด เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนวน “คดีฮั้ว สว.” ที่มี “แกนนำพรรค ภท.” และ “สว.กว่า 200 คน” โดยเฉพาะสมาชิกสภาสูงที่ถูกเรียกว่า “สว.สีน้ำเงิน” เข้าไปเกี่ยวข้อง

แสวง บุญมี

หลัง “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว.ว่า “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ได้พิจารณาเสร็จสิ้น ไปเมื่อประมาณปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และส่งให้สำนักงาน กกต.เพื่อจัดทำเอกสารจัดเรียงให้เป็นหมวดหมู่ จัดระเบียบแยกเป็นข้อกล่าวหาต่าง ๆ เพื่อให้ กกต.สามารถดูข้อมูลได้สะดวก เนื่องจากมีจำนวนมาก และเตรียมส่งให้ กกต.พิจารณาว่า จะส่งเรื่องไปดำเนินการขั้นตอนต่อไปหรือไม่”

“แสวง” กล่าวด้วยว่า “เท่าที่ได้รับรายงานมา ทราบว่า ข้อมูลที่ต้องจัดเรียงนั้น มีมากกว่า 80,000 หน้า และคาดว่าภายในสิ้นเดือนเม.ย.นี้ จะสามารถจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าวได้ครบถ้วน แต่ก็มีเอกสารบางส่วน ที่ทยอยส่งให้ กกต. ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ไปบ้างแล้ว”

“ส่วนกระแสข่าวที่ออกมาว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติว่า ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด และทำความเห็นเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่นั้น ไม่ว่าในชั้นอนุกรรมการคณะใด จะมีมติอย่างไร ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริง แม้แต่ผมก็ไม่ทราบ มีแต่ข่าวที่ไม่รู้ว่า ใครเป็นคนปล่อย และปล่อยเพื่ออะไร จะแน่นอนคือ ต้องดูว่าข้อเท็จจริงหลังจาก กกต.พิจารณาแล้ว มีมติเป็นอย่างไร” เลขาธิการ กกต. กล่าวย้ำ

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.จำนวน 229 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 คน ส่วนอีก 91 คน เป็นกก.บห. สส. และสมาชิกพรรค ไม่มีมูลความผิดในคดี

ทั้งนี้ ความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว จะถูกส่งไปยัง กกต.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป

สำหรับคำสั่ง กกต.ที่ 2633/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ลงนามแต่งตั้งโดย “อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต.ในขณะนั้น เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2568 ประกอบด้วย

1.อนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต. (ประธานฯ อิทธิพร) เคยดำรงตำแหน่งเป็น เลขานุการ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วีระชัย วีระเมธีกุล) สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

2.อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่และอดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมัยที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็น รมว.คมนาคม 

3.นันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอัยการอาวุโส สำนักงานการยุติการดำเนินคดีแพ่งและอนุญาโตตุลาการ และ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสด (อสส.)

4.เชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาล รธน. และอดีตที่ปรึกษาด้านวิชาการ (นักวิชาการศาลรัฐธรรมนูญทรงคุณวุฒิ) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 

5.เดชา พฤษ์พัฒนรักษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สมัยที่มี “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เป็น รมว.แรงงาน ชีวิตข้าราชการ เป็น “ลูกหม้อ” กระทรวงแรงงงานตั้งแต่เป็น จัดหางานจังหวัดอุดรธานี 

6.ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติคนปัจจุบัน

7.ธัชสกล พรหมจมาศ อดีตอุปนายกราชยานยนต์สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.)

ขณะที่ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ของสำนักงาน กกต. ซึ่งรับผิดชอบคดีฮั้ว สว. ได้ประชุมสรุปสำนวนการสอบสวน โดยคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 มีมติเสนอ กกต.เห็นควรดำเนินคดีต่อต่อผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พรรค ภท. และเครือข่ายอีก 91 คนตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. 2561 มาตรา 70 ประกอบ มาตรา 36 มาตรา 62 มาตรา 76 และ มาตรา 77 (1)

โดยที่ประชุมคณะกรรมการสืบสวนเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวเข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทำให้ได้รับเลือกมาเป็นสว.โดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัด รธน. มาตรา 113 ที่บัญญัติว่า สว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตน อยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ ในส่วนข้อกล่าวหานี้ หากไปถึงชั้นการพิจารณาของที่ประชุม กกต.และมีมติเห็นพ้องด้วย ก็อาจนำไปสู่การร้องต่อ กกต.ขอให้เสนอศาล รธน.สั่งยุบพรรคได้ ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับผิดชอบความผิดอาญา ฐานอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.หรือคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งเน้นการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลภายในขบวนการจัดฮั้ว

เชื่อว่า บทสรุปของ กกต.ในคดีฮั้วสว. คงถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เพราะมีผลต่อการทำงานทั้งในส่วนของรัฐบาล-สส.-สว. เนื่องจาก กก.บห.พรรค ภท. มีชื่ออยู่ในสำนวนอยู่ด้วย นอกจาก ภท.จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  ยังคุมเสียงข้างมากอยู่ในสภาฯ มีสส. 192 เสียง 

ดังนั้นการจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร ต้องมีคำอธิบายให้สังคม ได้เข้าใจอย่างชัดเจน เพราะเชื่อว่า ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการคดีฮั้ว สว. คงไม่ยอมแน่ ๆ และอาจใช้กลไกในการตรวจสอบองค์กรอิสระ เหมือนเช่นที่ป.ป.ช. กำลังเผชิญวิบากกรรมอยู่ในขณะนี้ ขณะที่ 4 ใน 7 ของกกต.ชุดปัจจุบัน ถูกเลือกด้วยเสียงข้างมาก จากสว.ที่ถูกยกให้เป็น “สว.สีน้ำเงิน”

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 18 มี.ค.69 ตุลาการศาล รธน. มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 สั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยกรณีกรณีที่ กกต., เลขาธิการ กกต., สำนักงาน กกต. ดำเนินการการเลือกตั้งสส.เป็นการทั่วไป (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีรหัส “แท่งบาร์โค้ด” และ “คิวอาร์โค้ด” ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบ และตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนน ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดต่อ รธน.หรือไม่

ซึ่งศาล รธน.พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้ เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือกรณี มีปัญหาความชอบด้วยรธน.ของการดำเนินการการเลือกตั้งของ กกต. ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตาม รธน.มาตรา 224 ประกอบกับมาตรา 83 วรรคสอง คำร้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการตาม รธน.และพระราชบัญญัติประกอบ รธน. (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รธน. โดยศาลสั่งให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

ถือเป็นอีกเรื่องร้อน ที่สังคมจับตามอง เพราะถ้าการวินิจฉัยออกมาในทางลบ นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ ต้องมีการเลือกตั้งใหม่  ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

อีกทั้งมีหลายภาคส่วนไปยื่นผ่านผู้ตรวจการฯ ให้ส่งศาล รธน.วินิจฉัย  ซึ่งต้องรอดูกระบวนการพิจารณา จะใช้เวลานานเท่าไหร่ แต่สิ่งที่แน่ ๆ คือ การทำงานขององค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. กกต. และศาล รธน. ต่างถูกจับตามองจากสังคม

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ยิ่งเกิดกรณี “ศักดิ์สยาม” ยิ่งสร้างความหวาดระแวง ให้คนที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล และคนที่ติดตามการทำงานของ “องค์กรอิสระ” และฝ่ายที่อยากตอกย้ำว่า พรรค ภท.มีบทบาทเหนือองค์กรอิสระ โดยเฉพาะคนที่ให้ความเห็นแล้วมีน้ำหนักในคดีของอดีต รมว.คมนาคม คือ “ศาสตราจารย์พิเศษ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาล รธน. วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีมุมมองใน 2 ประเด็นด้วยกัน กล่าวคือ

1.ป.ป.ช. มองคนละประเด็นกับศาล ศาลวินิจฉัยว่า “ศักดิ์สยาม” ไปมีหุ้นอยู่ในบริษัทหนึ่ง ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ เป็นผลให้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม จึงเป็นเหตุให้พ้นตำแหน่งตาม รธน.ม.187  

กรณีนี้ศาลเชื่อว่า หุ้นที่อยู่ในบริษัทดังกล่าว มีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของหุ้นจริง แต่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโดยเฉพาะเส้นทางการเงิน แล้วพบว่า มีความเชื่อมโยงถึงตัว “ศักดิ์สยาม” ทำให้เชื่อได้ว่า ผู้ถือหุ้นเป็นนอมินีของ “ศักดิ์สยาม”

2.พอมาถึงชั้น ป.ป.ช. ได้มีการไต่สวนโดยอาศัยกฎหมาย ม.234 (3) ซึ่งไม่ใช่เรื่อง “การขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่” แต่ไต่สวนว่า “ศักดิ์สยาม” จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่ ป.ป.ช.ก็ใช้กฎหมายมาตรานี้ เป็นคนละมาตรากับที่ศาลใช้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี

“ตอนนี้ต้องฟังข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. ว่ามีพยานหลักฐานอะไร ท่านจึงวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าอดีตรัฐมนตรีศักดิ์สยามจงใจปกปิดทรัพย์สินหรือยื่นทรัพย์สินเท็จ” จรัล กล่าว

อดีตตุลาการศาล รธน.รายนี้ ยังให้ความเห็นอีกว่า ประเด็นต่อมาข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่ายมองว่า ถ้าไปดูคำวินิจฉัยของศาล รธน. มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็น “เส้นทางการเงิน” ที่ใช้ซื้อหุ้นโยงไปถึงรัฐมนตรีแบบชนิดที่ไม่มีรอยต่อเลย เหตุใด ป.ป.ช.จึงไม่โต้แย้งในมุมนี้ ถ้าถือตามคำวินิจฉัยของศาล รธน.บัญชีทรัพย์สินที่อดีตรัฐมนตรียื่นไปก็ต้องเป็นเท็จด้วย แต่ ป.ป.ช.ก็อาจโต้แย้งได้ว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จตามบรรทัดฐานของศาล รธน.จะต้องมีเจตนา “จงใจ” หากเป็นความ “พลั้งเผลอ สำคัญผิด” ก็เป็นเหตุให้ไม่ต้องเรื่องให้ศาลฎีกานักการเมืองวินิจฉัยตัดสิทธิ์

ส่วนความเคลื่อนไหวของของ “สว. กลุ่มอิสระ” ที่ล้อไปกับ “พรรคส้ม” โดย “นันทนา นันทวโรภาส” และ “นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” ร่วมแถลงข่าวการเริ่มลงชื่อตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. 

โดย “นันทนา” กล่าวว่า “จากบทบาทของ ป.ป.ช.ในช่วงนี้ ทำให้เกิดข้อกังขาในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. หากย้อนกลับไปในคดีต่าง ๆ ที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. ล่าสุดคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ศาล รธน.วินิจฉัยว่า ซุกหุ้น แต่ ป.ป.ช. เชื่อว่าเจตนาดี ไม่มีความผิด นี่คือตัวอย่างผลงานของ ป.ป.ช. ที่น่าจะเป็นผลให้ดัชนี การรับรู้การทุจริตหรือ CPI ของไทยตกต่ำลงทุกปี ล่าสุดได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ และจะตกต่ำไปกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช. เชื่อนักการเมืองได้ง่ายขนาดนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับคดี 44 สส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และยื่นคำร้อง ที่ล้อไปกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.”

นันทนา นันทวโรภาส

“สว.นันทนา” กล่าวอีกว่า กลุ่มสว.อิสระ จึงรวมตัวกันเพื่อจะสนับสนุนคำร้องของฝ่าย สส. ตามมาตรา 236 ของ รธน.60 โดยต้องมี สส. และ สว. รวมกัน 1 ใน 5 หรือ 140 รายชื่อ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ให้นำส่งไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ ตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน  จึงหวังว่าประธานรัฐสภาจะไม่ดึงเช็ง ดึงเรื่อง แล้วใช้ดุลยพินิจในการไม่ส่งเรื่อง พร้อมหวังว่า ประธานรัฐสภา จะรีบนำคำร้องนี้ ไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ให้โปร่งใสชัดเจน  ตามรธน.มาตรา 236 เปิดโอกาสให้ประธานสภาใช้ดุลพินิจ ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งพรรค ปชน.ได้ยื่นแก้ไข รธน. ในส่วนการใช้ดุลพินิจของประธานรัฐสภาแล้ว ดังนั้น การแก้รายมาตราจะเป็นทางออกของประเทศ จึงเรียกร้อง ประธานรัฐสภาให้รีบบรรจุการแก้ รธน. และเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อเราจะได้เดินหน้า ตรวจสอบองค์กรอิสระ แม้จะเป็นช่องทางเล็กน้อย แต่ดีกว่าถูกปิดกั้น

ทั้งนี้ตามกฎหมาย กระบวนการตรวจสอบป.ป.ช. สมาชิกรัฐสภาต้องรวบรวมรายชื่อให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภา หรือ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ก่อนส่งให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งถือเป็นกลไกเดียวใน รธน.ที่เปิดช่องให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบองค์กรอิสระ

นั่นหมายความว่า การเข้าชื่อของพรรคฝ่ายค้าน นำโดย “พรรค ปชน.” คงไม่น่ามีปัญหา เพราะมีสส. 120 คน ซึ่งเชื่อว่า สว. ที่จะเข้าร่วมกับลงชื่อน่าจะเกิน 20 คน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คงรวมลงชื่อด้วยแน่นอน

แต่สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปคือ “จุดแข็ง” ของพรรค ภท. ที่มีเครือข่ายอยู่ใน “องค์กรอิสระ” กำลังจะกลายเป็น “จุดอ่อน” จะลุกลามบานปลาย จนกลายให้ “เกิดผลกระทบ” กับพรรคแกนนำรัฐบาลหรือไม่

เพราะในอดีต “การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ” ก็เคยแปรเปลี่ยนให้เป็น “ผลร้าย” อยู่ที่ว่า “เครือข่ายสีน้ำเงิน” จะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิด “แรงต้าน” จนอำนาจที่ยึดครองไว้พังทลาย กระทบกับเป้าหมาย “กลุ่มอนุรักษ์นิยม” ที่หวังไม่ให้ “อำนาจการเมือง” กระทบกับสิ่งที่ต้องการรักษาไว้

……………………………………

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว” 

                                                                                                                                                                                                                

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img