พลันที่การเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยโรงเรียนบุรีรัมย์ อีก 2 วันต่อมา องค์กรต่อต้านการทุจริตระดับโลก อย่าง “องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ” ได้เผยแพร่ “ดัชนีการรับรู้การทุจริต” หรือ CPI (Corruption Perception Index)
ผลออกมาปรากฏว่า ประเทศไทยมีคะแนนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่ง CPI เป็นการประเมินประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกทั้งหมด 182 ประเทศ และถือเป็นตัวชี้วัดระดับโลกที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการคอร์รัปชันในภาครัฐ
ต้องเข้าใจก่อนว่า CPI เป็นการวัดการรับรู้ของผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจต่อการคอร์รัปชันในภาครัฐประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ตลอดเวลา 20 ปี ดัชนีทุจริตประเทศไทยตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ในปีปี 2548 ยุคนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร สมัยแรก อันดับโลกอยู่ที่ 59 ยุคนายกฯ ทักษิณ สมัย 2 อันดับโลกขยับมาเป็น 63 ต้อมาในยุคนายกฯ สมัคร สุนทรเวชและนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ เท่ากัน อยู่อันดับที่ 80 ของโลก
ในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อันดับโลกพุ่งมา อยู่อันดับ 85 พอในยุค คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯสมัยแรก อันดับโลก 101, สมัยที่ 2 อันดับโลก 108 จากนั้นในยุค นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงอันดับโลก 107 กระทั่งมายุค แพทองธาร ชินวัตร ต่อด้วย นายกฯ อนุทิน ชาญวีระกูล อันดับ 116 เท่ากัน

สำหรับรายงานล่าสุด เป็น CPI ของปี 2568 ประเทศไทยได้ 33 คะแนน ลดลง 1 คะแนนจากปีก่อนหน้า ส่งผลให้อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ถือว่าต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน และหากย้อนกลับไปดูสถิติตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาไทยเคยได้คะแนนสูงสุดในปี 2557 และ 2558 ที่ 38 คะแนน ก่อนที่คะแนนจะเข้าสู่แนวโน้มที่ลดลงมาตลอด
เมื่อค่า CPI ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของ “ระบบรัฐไทย” กำลังความเสื่อมถอยลง และแนวโน้มดังกล่าวนี้ จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นต่อการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ที่สำคัญจะส่งผลถึงเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทย ในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรมอย่างมาก นั่นหมายความว่า หาก “รัฐบาลใหม่” ยังไม่รีบแก้ปัญหา ก็อาจจะไม่ได้เข้าไปเป็นสมาชิก OECD ประเทศไทยต้องเสียโอกาส
น่าสนใจตรงประเด็นที่เกี่ยวกับมุมมองของภาคธุรกิจและนักลงทุน ซึ่งนักวิจัยที่ทำเรื่องนี้ ได้สอบถามไปยังนักลงทุน ผู้บริหารบริษัทเอกชนต่างชาติที่อยู่ในไทย รวมทั้งผู้ประกอบการไทย โดยนักธุรกิจและนักลงทุนเหล่านี้ เห็นตรงกันว่าการทุจริตของไทยมีปัญหามาก การทำธุรกิจในไทยเสี่ยงที่จะถูกเรียกรับสินบนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ วิธีการคอร์รัปชันทุกวันนี้พัฒนาไปมาก ไม่ใช่แค่เอาเงินใส่ซองให้ แต่มีวิธีแนบเนียน เช่น การออกแบบเงื่อนไขการประมูลงานรัฐโดย “ล็อกสเปก” หรือ ตั้ง “ทีโออาร์” ล็อกผู้ชนะไว้แล้ว บริษัทที่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ ใกล้ชิดข้าราชการก็จะได้เปรียบ นี่คือการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่ยากจะพิสูจน์
อีกแบบหนึ่งคือ การใช้เครือข่ายตัวแทน และคนกลาง เพื่อเรียกผลประโยชน์ในการเร่งรัดใบอนุญาตหรืออนุมัติโครงการใหญ่ หรือการฮั้วประมูลโครงการก่อสร้าง ซึ่งทำให้โครงการก่อสร้างมีคุณภาพต่ำต้องซ่อมกันทุกปีกลายเป็นวงจรในการดูดงบประมาณ
ปัญหาการคอร์รัปชันส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจแบบตรง ๆ มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ว่า ประเทศที่มีคะแนน CPI ต่ำมักจะเจอกับต้นทุนในการทำธุรกิจสูง ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนต้องถอยทัพหนีไปลงทุนที่อื่นแทน

คำถามสำคัญคือ ทำไมประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ปล่อยให้ดัชนี CPI ตกต่ำลงทุกปี ซึ่งก็มาจากหลายปัจจัย
ด้านหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยไม่เคยมีการ “ปฏิรูปกฏหมาย” อย่างจริงจัง ประเทศไทยมีกติกา กฏระเบียบเยอะแยะมากมายกลายเป็นช่องโหว่ให้ข้าราชการ นักการเมืองใช้ดุลพินิจในการอนุมัติกลายเป็นช่องทางในการคอร์รัปชันที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเอาผิดข้าราชการ และนักการเมืองที่ทุจริตได้คนเหล่านี้ ยังลอยนวลอยู่ในสังคมมีหน้ามีตาทำให้ไม่มีใครหวาดกลัวการกระทำความผิด
อีกทั้งการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐไม่ครบถ้วนและเข้าถึงยาก ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างบางโครงการแม้จะมีการเผยแพร่แต่เจตนาทำดูยากประชาชนไม่เข้าใจ
ที่สำคัญ “วัฒนธรรมอุปถัมภ์” ที่ฝังรากลึก การเมืองแบบพึ่งพาเครือข่ายทุนและกลุ่มผลประโยชน์ ทำให้ต้นทุนการเลือกตั้งสูง บรรดานักการเมืองจึงต้องหาทางคืนทุน ที่เรียกว่า “ถอนทุน” ผ่านนโยบายหรือโครงการภาครัฐโดยมีข้าราชการให้ความร่วมมือ
การตกต่ำของ CPI ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาอันดับแย่ลงเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องของบุคคลคนเดียว หรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หากเป็น ความอ่อนแอในเชิงโครงสร้าง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อและการปฏิรูปไม่ต่อเนื่อง ตัวเลขคะแนน 33 หรืออันดับ 116 ไม่แค่บอกว่า เราได้คะแนนเท่าไหร่และอันดับไหนในโลก แต่มันบอกว่า นักลงทุนกำลังไม่แน่ใจในระบบและประเทศไทยเพียงใด
หากไทยต้องการให้คะแนน หรืออันดับพลิกกลับขึ้นมา สิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่แค่ออกแถลงการณ์ปราบโกง ถ่ายรูปจับมือกันออกสื่อแล้วก็จบ แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้การโกง “ทำได้ยากและไม่คุ้มเสี่ยง” ตั้งแต่การเปิดข้อมูลเชิงรุก การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส การเสริมความเป็นอิสระและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงการลดต้นทุนการเมืองที่บีบให้นักการเมืองต้องพึ่งพาทุนจากการคอร์รัปชัน
CPI เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนโครงสร้างของรัฐไทย หากเราไม่ซ่อมโครงสร้างให้แข็งแรง ประเทศยังมีคอร์รัปชันสูง สุดท้ายประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนก็จะขาดความเชื่อมั่น นั่นหมายความว่าประเทศก็อาจจะเดินไปสู่สิ่งที่คนเรียกว่า “รัฐล้มเหลว” ได้
…………………………………..
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC





















