หน้าแรกCOLUMNISTSเปิดโผ“ครม.เงา”มุกแป้ก-ไม่ปัง-ไม่ว้าว “พรรคส้ม”พลิกดึง“พิธา”ตัวเปลี่ยนเกม

เปิดโผ“ครม.เงา”มุกแป้ก-ไม่ปัง-ไม่ว้าว “พรรคส้ม”พลิกดึง“พิธา”ตัวเปลี่ยนเกม

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ถึงตอนนี้ แม้คนจะมองว่ากระแส “พรรคส้ม-พรรคประชาชน” ไม่แรงเท่าตอนเลือกตั้งปี 2566 แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังเชื่อว่า พรรคประชาชนยังน่าจะได้สส.หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 มาเป็นอันดับหนึ่ง สอดรับกับผลโพลหลายสำนักที่ “พรรคประชาชน-เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ก็ยังนำ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอยู่ แม้จะโดน “อนุทิน” ไล่กวดมาติด ๆ ก็ตาม

และหนึ่งในกลยุทธ์การหาเสียงของพรรคประชาชน ที่นำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือการเปิดชื่อ-เปิดหน้า “ครม.เงา-ว่าที่รัฐมนตรี-ทีมฝ่ายบริหารของพรรคประชาชน” หากได้เป็นรัฐบาล เพื่อต้องการทำให้เห็นว่า พรรคมีบุคลากร ทั้งในพรรคและนอกพรรค ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ก็เข้ามาช่วยงานการเมืองพรรคประชาชนอยู่เบื้องหลังตลอด ซึ่งพรรคเห็นว่า มีศักยภาพ-ความพร้อม ที่จะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งในรัฐบาลได้ หากพรรคได้เป็นรัฐบาล

กลยุทธ์ดังกล่าว พรรคประชาชนต้องการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมว่า สามารถเป็นรัฐบาลที่ดีได้ หลังเป็นฝ่ายค้านมาสองสมัยแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เปิดมาแล้วร่วม 6 คน ไล่เรียงกันมาคือ “มุนินทร์ พงศาปาน” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หรือว่าที่รมว.ยุติธรรม “พิศาล มาณวพัฒน์” ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการต่างประเทศ “อนุชาติ พวงสำลี” ประธานคณะกรรมการอำนวยการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการศึกษา “ณัฐยา บุญภักดี” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ “เพียงพนอ บุญกล่ำ” ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปรัฐ “บวรศม ลีระพันธ์” รองศาสตราจารย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่า ไม่ค่อยมีเสียงตอบรับมากนัก เข้าทำนอง “มุกแป้ก-ไม่ปัง-ไม่ว้าว” คนไม่กล่าวถึง แถมบางราย เปิดหน้าออกมาแล้ว ปรากฏว่า มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ-เรื่องส่วนตัว เจอขุดประวัติย้อนหลังว่า เคยมีเรื่องเสื่อมเสียสมัยรับราชการ ทำเอาพรรคประชาชนเสียหลัก ไปไม่เป็น ภาพลักษณ์พรรคเสียหายพอสมควร ส่งผลให้การเปิดชื่อ “ครม.เงา” ของพรรคประชาชน เลยไม่ว้าว กระแสตอบรับไม่มี  

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งกลยุทธ์การหาเสียงของพรรคประชาชน ที่นำมาใช้ครั้งนี้ก็คือ การเน้นทำความเข้าใจกับประชาชน ในเรื่องนโยบาย-ทัศนคติของคนในพรรคต่อ “กองทัพ-ทหาร” ที่กำลังโดนถล่มหนัก หลังกระแส “ชาตินิยม ”มาแรง จากสถานการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชา

โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลในช่วงการเลือกตั้งปี 2566 ไปกล่าวตอนหนึ่งระหว่างร่วมกิจกรรม Pita US Tour ที่วัดไทยลอสแองเจลิส เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นวงพบปะแลกเปลี่ยนกับคนไทยในสหรัฐ เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน

ประเด็นที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับแวดวงการเมือง รวมถึง แฟนคลับพรรคส้ม (อนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน) ก็คือการที่ “พิธา” ที่เกือบจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้งปี 2566 นำพาพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง ได้มา 151 เสียง โดยกระแสพรรคมาแรงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง พบว่า เกิดจากหลายปัจจัยและหนึ่งในปัจจัยสำคัญก็คือการออกมาสร้างวาทะ “มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา” ที่สื่อถึงการไม่ร่วมจับมือทางการเมืองกับพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น “พรรคทหาร-พรรค คสช.-พรรค 3 ป.” คือ พรรคพลังประชารัฐ-พรรครวมไทยสร้างชาติ ตลอดจนการโหมโรงหาเสียงชุดนโยบายด้านการทหาร ความมั่นคงในช่วงหาเสียงที่ถูกใจคนจำนวนไม่น้อยเช่น ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร-ยุบ กอ.รมน.-ปฏิรูปกองทัพ จนมีการกล่าวคำว่า “ทหารมีไว้ทำไม”

ที่ตัว “พิธา” เองก็ยอมรับว่า เคยพูดวาทะดังกล่าว ที่กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังกระแส “ชาตินิยม” มาแรง อันจับกระแสได้ว่า ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา การสร้างกระแส“ไม่เอาพรรคประชาชน-ต่อต้านพรรคประชาชน” เพราะพรรคประชาชน เคยโจมตี ด้อยค่ากองทัพ-ทหาร เริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่แม้คนในพรรคประชาชน จะออกมาชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อหักล้าง แต่ก็ยังลดแรงต่อต้านได้ไม่มากนัก

จากกระแสต่อต้านพรรคประชาชนดังกล่าว เชื่อได้ว่า คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “พิธา” ที่ถือเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของพรรคประชาชน มาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ จึงต้องออกมากล่าวชี้แจงเรื่องนี้ในงานดังกล่าวที่สหรัฐฯ โดยระบุว่า

“วาทกรรม…“ทหารมีไว้ทำไม” ขณะปราศรัยเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ในตอนที่ผมพูด ผมนึกถึงทหารสนามกอล์ฟ ไม่ได้นึกถึงทหารสนามรบ มันเป็นความผิดของผมเอง จนถึงทุกวันนี้ผมยังรู้สึกเสียใจ แล้วก็อยากจะขอโทษทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย ทหารมืออาชีพจริง ๆ ที่เขาเสียสละเพื่อจะปกป้องแผ่นดินของเรา เพราะตอนที่พูด พูดในช่วงที่ทหารมีนาฬิกาแพง ๆ ทหารที่ทำการรัฐประหาร ทหารสนามกอล์ฟ แต่ไม่ได้พูดออกมาให้ชัดว่าผมเคารพทหารสนามรบ แต่ทหารที่ปกครองประเทศเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราก็รู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่พูดไปตอนนั้นมันเอาต์เดตมากกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ “พิธา” ที่ออกมาสื่อสารดังกล่าวในช่วงจังหวะนี้ เป็นไปได้สูงว่า ต้องการที่จะออกมาช่วยพรรคประชาชน ในการเลือกตั้ง หลังกระแสชาตินิยมจากผลพวงสงครามไทย-กัมพูชา ยังแรงอยู่ ที่มีผลทำให้ การหาเสียงของพรรคประชาชน ทั้งเวลาลงพื้นที่ และในโซเชียลมีเดีย มีการสร้างกระแสให้คนไม่ยอมรับพรรคประชาชน

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่มีแนวทางการหาเสียงแบบชาตินิยม และมีแนวทางการเมืองตรงกันข้ามกับพรรคประชาชน เช่น พรรคไทยภักดี-พรรครักชาติ-พรรคเศรษฐกิจ นอกจากหาเสียงให้กับตัวเองแล้ว ในบางจังหวะ คนของพรรคการเมืองเหล่านี้ ตลอดจนนักวิชาการ นักคิด สื่อมวลชนบางส่วน ที่ไม่ชอบแนวทางของพรรคประชาชน ก็นำเรื่องท่าทีของคนในพรรคประชาชนที่มีต่อกองทัพ-ทหาร ไปขยายผล ในทำนองว่า เป็นพรรคการเมืองที่มีชุดความคิดด้อยค่ากองทัพและทหาร ไม่ควรลงคะแนนเสียงให้ เพราะหากเข้าไปเป็นรัฐบาล อาจทำให้เกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคง การสู้รบกับกัมพูชา ที่พร้อมจะกลับมาเปิดฉากสู้รบกันอีกหลายครั้ง จึงไม่ควรวางใจให้คนของพรรคประชาชนเข้าไปบริหารประเทศ

เห็นได้ชัดว่า การสร้างกระแสไม่ยอมรับพรรคประชาชนดังกล่าว ได้มีการต่อยอดขยายผล ทั้งในเชิงพื้นที่เลือกตั้งและในสังคมโซเชียลมีเดีย โดยทางพรรคประชาชน ที่รับรู้ถึงกระแสต่อต้านดังกล่าว ก็พยายามที่จะชี้แจงเรื่องว่า พรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกองทัพ-ทหาร ในเรื่องการปกป้องอธิปไตย

กระนั้นพบว่า ความพยายามชี้แจงของพรรคประชาชนดังกล่าว ยังปลุกไม่ขึ้นมากนัก

มีการประเมินทิศทางไว้ว่า การต่อต้านพรรคประชาชน ในประเด็นนี้จะดำเนินต่อไป จนถึงช่วงก่อนวันเลือกตั้ง และอาจจะมีการโหมให้หนักขึ้น เพื่อทำให้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดน้อยลง จนได้ สส.ลดน้อยลงจากเป้าหมายที่แกนนำพรรคประชาชนวางไว้

ส่วนการออกมาของ “พิธา” จะมีผลทางบวกต่อพรรคประชาชนหรือไม่ มองว่า มีผลระดับหนึ่งแน่นอน

อย่างน้อยก็ทำให้ลดแรงต่อต้านลงไปได้ไม่มากก็น้อย เพราะอย่างไรเสีย อุปนิสัยของคนไทยก็ชอบคนที่หากทำอะไรผิดหรือพลาดไปแล้วยอมรับผิด ยอมขอโทษ และเปิดใจแบบตรงไปตรงมา คนไทยก็พร้อมเปิดใจยอมรับ

การที่ “พิธา” แสดงออกดังกล่าว จึงน่าจะทำให้ “คนของพรรคประชาชน” นำไปต่อยอดทางการเมืองได้ ในการทำความเข้าใจกับประชาชนได้ว่า แม้ที่ผ่านมา บทบาททางการเมืองของ “พรรคประชาชน” อาจจะมีการตั้งคำถามในเรื่องนโยบายบางอย่างของ “กองทัพ” หรือการเข้าไปตรวจสอบงบประมาณของกองทัพ เช่น งบลับ งบจัดซื้ออาวุธ แต่ก็เป็นการทำหน้าที่ตามปกติในฐานะพรรคการเมืองและตัวแทนประชาชน แต่ “พรรคประชาชน” ไม่ได้มีความคิดที่จะออกนโยบายอะไร ที่เป็นปฏิปักษ์กับความมั่นคงของประเทศ ทำให้ประเทศสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตย

เป็นไปได้ว่า การเคลื่อนไหวของ “พิธา” มีการเซ็ตทางการเมืองเตรียมไว้ก่อนแล้ว ในการที่จะออกมาสื่อสารในช่วงนี้ และหวังผลทางการเมืองให้ออกมาเป็นบวกกับ “พรรคประชาชน” โดยเฉพาะการทำให้โหวตเตอร์ เข้าใจได้ว่า “พรรคประชาชน” ไม่ได้มีชุดความคิดในลักษณะการด้อยค่า “กองทัพ” และ “ทหารไทย” แต่อย่างใด และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็คือ คนในพรรคประชาชนและแฟนคลับของพรรคประชาชน จะนำสิ่งที่ “พิธา” สื่อสาร ไปขยายผลในการหาเสียงต่อไป เพื่อลดแรงต้าน และสร้างคะแนนทางบวกให้กับพรรคประชาชน

อย่างไรก็ตาม การออกมาของ “พิธา” ครั้งนี้ ในส่วนของ “กลุ่มที่ไม่เอาพรรคส้ม” มาตลอด ที่มีอยู่เป็นหลักล้านเสียง ตั้งแต่ยุค “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” เชื่อเถอะว่า ยังไงก็ไม่เลือก “พรรคประชาชน” อยู่ดี ต่อให้ “พิธา” ออกมาขอโทษดังกล่าวก็ตามที

…………………………………….

คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง

โดย “พระจันทร์เสี้ยว” 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img