ต้นสัปดาห์นี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างน้อย 2 พรรคคือ พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์ จะร่วมกันยื่นคำร้องที่ลงชื่อโดย สส.ของทั้ง 2 พรรค ต่อ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ เพื่อให้ส่งต่อไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า มติคณะรัฐมนตรี นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ที่ เห็นชอบการกู้เงินตามกรอบ 4 แสนล้านบาท ผ่านการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่เรียกว่า “พระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….วงเงิน 4 แสนล้านบาท”
โดยต้องการทราบว่า สุดท้ายแล้ว พ.ร.ก.ดังกล่าว จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่?
หลังรัฐบาล-กระทรวงการคลัง ยืนกรานว่า “ออกได้” เพราะสถานการณ์-ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเวลานี้ ประชาชนเดือดร้อนกันทั่ว จากผลพวงสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดศึกกับอิหร่าน ที่ยังยืดเยื้อไม่จบสิ้น จึงเข้าข่าย “ความจำเป็นเร่งด่วน” อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ ฝ่ายค้าน มองแย้ง โดยมองว่า“ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน” เพราะยังสามารถใช้ช่องทางอื่นได้อีกในการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

เมื่อเห็นต่างกัน และเป้าหมายการเมืองของฝายค้าน ก็คือต้องเขย่ารัฐบาล เมื่อมองว่า เรื่องนี้ สบช่องให้ “รัฐบาลขาสั่น” ได้ หาก “ศาล รธน.” รับคำร้อง จึงไม่รอช้าที่จะดีเดย์ยื่นคำร้องต้นสัปดาห์นี้ ก่อนที่รัฐบาลจะส่งพ.ร.ก.ไปให้สภาฯ พิจารณา
สำหรับเหตุผลและความเชื่อของฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ ที่มองว่า หมัดนี้อาจน็อก “รัฐบาลอนุทิน” ได้ จนยื่นศาล รธน. ทั้งที่ พรรคประชาชน ประกาศหลายครั้งไม่ยอมรับ ศาล รธน. ที่เคยยุบพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ตัดสิทธิการเมืองสิบปี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” คดีหุ้นสื่อ จนหลายเรื่องที่พรรคส้มเคยตรวจสอบสามารถยื่นศาล รธน.ได้ แต่หลายครั้ง พรรคส้มปฏิเสธที่จะไปช่องทางนั้น เว้นแต่มั่นใจว่า ไปแล้ว…ได้ผล ซึ่งก็มีให้เห็นแล้วเช่นคดี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ถือหุ้นผ่านนอมินี แล้วรับงานกระทรวงคมนาคม หรือคดีเอาผิด “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” อดีตรองประธานสภาฯ เอางบสภาฯ ไปลงพื้นที่เชียงราย จนศาลรธน.สั่งให้พ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิการเมือง
แต่มารอบนี้ อาจเพราะมองว่า มีลุ้น ที่พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท อาจเป็นโมฆะ จึงยอมกัดฟันจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นศาล รธน.
สำหรับการยื่นคำร้องรอบนี้ของฝ่ายค้าน หากสรุปปมหลัก ๆ ที่ฝ่ายค้านเห็นว่า การออกพ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ชอบด้วย รธน. ก็มีเช่น…
ไม่เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนตามรธน.มาตรา 172-ขาดรายละเอียดที่ชัดเจนในการตั้งงบเงินกู้สี่แสนล้านบาท เหมือนกับการตีเช็คเปล่าไปก่อน แล้วค่อยใส่รายละเอียดทีหลัง-สามารถใช้แหล่งงบประมาณจากแหล่งอื่นได้ เช่น การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่รัฐบาลประกาศไว้นานแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำหรือการปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและไม่สร้างภาระดอกเบี้ยระยะยาว-เป็นการกู้ที่ ขัดหลักวินัยการเงินการคลัง เพราะจะทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว-เลี่ยงการตรวจสอบจากฝ่ายสภาฯ เพราะการออกเป็นพ.ร.ก.ทำให้มีผลทันที
เมื่อมีการประกาศใช้ แม้จะต้องส่งมาให้สภาฯ เห็นชอบภายหลัง ถือเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่เกินขอบเขต ควรออกเป็นพ.ร.บ.ฯ ก็สามารถทำได้ เพื่อจะได้ให้สภาฯ และวุฒิสภาร่วมพิจารณา แล้วขอให้เป็นวาระเร่งด่วน หรือพิจารณาสามวาระเลยก็ยังได้-สร้างภาระภาษีให้คนรุ่นหลังเพราะรัฐบาลไม่ชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจน เรื่องแผนการชำระหนี้หลังมีการกู้ดังกล่าว เป็นต้น
โดยกระบวนการหลังฝ่ายค้านยื่นคำร้อง แม้มีการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.ลงมาแล้ว โดยที่ศาล รธน.ยังไม่ได้ลงมติ ว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง ก็ไม่ได้มีผล เพราะกระบวนการพิจารณาของศาล รธน.ก็ยังดำเนินไปตามปกติ

ส่วนโอกาสที่ศาล รธน.จะรับคำร้องไว้ไต่สวนหรือไม่ เชื่อว่า มีโอกาสมาก เพราะหาก สส.ลงชื่อกันครบคือต้องไม่ต่ำกว่า 100 คน และคำร้องครบถ้วนสมบูรณ์ในประเด็นที่ต้องการให้วินิจฉัย และยิ่งเมื่อส่งมาจากประธานสภาฯ ที่มีการกลั่นกรองมาแล้ว ก็ทำให้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ศาล รธน.จะไม่รับคำร้อง แม้ต่อให้จะมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ไปแล้ว เพราะที่ผ่านมา ก็มีคนมายื่นศาล รธน.ตีความพ.ร.ก.หลายฉบับ หลังมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา โดยเมื่อศาล รธน.รับคำร้องไว้ ก็จะมีเวลาในการไต่สวน ไม่เกินหกสิบวัน ซึ่งก็หมายถึงประมาณกลางเดือนก.ค.หรือไม่เกินสัปดาห์ที่สามของเดือนก.ค. ก็รู้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ได้ไปต่อหรือจบที่ศาล รธน.
หากผลคำวินิจฉัยออกมาว่าการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว “รัฐบาลอนุทิน” ใช้อำนาจมติครม.ออกมาโดยไม่ชอบ ขัดรัฐธรรมนูญ ถ้าออกมาแบบนี้ “อนุทิน-รัฐบาล” ก็งานเข้า เสียงเรียกร้องจากฝ่ายค้านและฝั่งตรงข้ามทางการเมืองรัฐบาล ให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก ตามมาดังสนั่นแน่ แต่หากศาล รธน.ยกคำร้อง เงินกู้สี่แสนล้านบาท ก็ฉลุย “รัฐบาล-นายกฯ อนุทิน” ก็โล่งอก สภาฯ ก็นำพ.ร.ก.ดังกล่าวมาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
สรุปว่า เดือนนี้ พ.ค. ศาลรธน. รอรับเผือกร้อน คดีการเมือง เงินกู้ 4 แสนล้านบาท วิ่งเข้าใส่อีกหนึ่งคดี ทำให้กลายเป็นคดีร้อนทางการเมืองคดีที่สอง ต่อจากคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด ไม่เป็นความลับ ที่รูปคดีก็ใกล้งวดเข้ามาเรื่อย ๆ
………………
คอลัมน์ : ‘‘ส่องป้อมค่ายการเมือง”
โดย….”พระจันทร์เสี้ยว”



















