ทำเอา “กองแช่ง” รัฐบาลบิ๊กตู่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” บ่นอุบกันไปตามกัน หลังเห็นท่าทีแบบ “อ่อนยวบ -จูบปาก” กันแล้วของแกนนำพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” กับฝ่ายแกนนำรัฐบาลสาย “3 ป.”
เห็นได้จากที่ “อนุทิน-ศักดิ์สยาม” ไปยืนหน้าสลอน แถลงข่าวพร้อมกับ “พล.อ.ประยุทธ์” กลางแดดร้อนๆ ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงเที่ยงวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังเสร็จสิ้นการประชุมศบค.
ท่าทีของทั้ง “เสี่ยหนู-เดอะโอ๋” จับสัญญาณได้ว่า แม้จะยืนกรานจะคัดค้านการต่ออายุสัญญาสัทปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ของกรุงเทพมหานคร จนถึงที่สุด หาก “กระทรวงมหาดไทย-กทม.” ไม่สามารถเคลียร์ปมที่พรรคภูมิใจไทยคัดค้านได้ แต่ทั้งสองคน ตอบชัดๆ ว่า เรื่องนี้หากท้ายที่สุด กระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าเสนอเข้าที่ประชุมครม.จริง อย่างมาก “7 รัฐมนตรีของภูมิใจไทย” หากเข้าประชุม ก็จะใช้วิธี “โหวตโน” คือไม่ร่วมลงมติเห็นชอบด้วย เพื่อเป็นบันทึกไว้ในเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี
โดยอ้างว่า หากสุดท้าย ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นภายภาคหน้า โดยเฉพาะว่าเกิดมีการตรวจสอบแล้ว โครงการดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะได้ไม่โดนเช็คบิลย้อนหลัง แม้ต่อให้กระทรวงมหาดไทยจะยืนกรานว่า เอกสารสัญญาทุกหน้า ผ่านการตรวจสอบในข้อกฎหมายมาแล้วจากสองหน่วยงานรัฐที่สำคัญคือ “สำนักงานอัยการสูงสุด-สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา”
และที่สำคัญสองแกนนำภูมิใจไทย ส่งสัญญาณมาชัดๆ ไม่ต้องถอดรหัส ที่จับทางได้ว่า “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเสถียรภาพรัฐบาล และจะไม่นำไปสู่การ “ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล” แน่นอน

ท่าทีอ่อนลงดังกล่าวของภูมิใจไทย เลยไม่แปลกที่จะทำเอา “กองแช่ง” ให้ “รัฐบาลประยุทธ์” นับถอยหลังเร็วๆ เลยสบถใส่ “ภูมิใจไทย” รัวๆ ทำนอง ปัดโถ่…นึกว่าจะแน่!!!
ขณะที่แวดวงการเมืองระดับ มีโลหิตการเมืองอยู่ในสายเลือด ดูจะไม่แปลกใจนัก ที่ “ภูมิใจไทย” สุดท้าย ก็ใส่เกียร์ถอย ไม่ดับเครื่องชน “บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย อย่างที่กองแช่งรัฐบาลเชียร์กันตัวโก่ง เพราะหากดู “ดีเอ็นเอการเมือง” ของพรรคภูมิใจไทย ของสามแกนนำคือ “อนุทิน-ศักดิ์สยาม” และ “ผู้มีบารมีตัวจริง” ของภูมิใจไทยคือ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ ก็แลเห็นชัดมาแต่ไกลว่า โดยเนื้อแท้แล้ว ภูมิใจไทยที่ผ่านมา เป็นพรรคการเมืองที่เลือกที่จะเล่นการเมืองแบบ “ขอเป็นรัฐบาล-ไม่ใช่ฝ่ายค้าน”
ยิ่งกับหม้อข้าวที่ภูมิใจไทย คุมอยู่ในรัฐบาลประยุทธ์ ที่ได้คุมสามกระทรวงหลัก มีคนของพรรคไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข-กระทรวงคมนาคม-กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา และอีก 4 รัฐมนตรีช่วยฯในกระทรวงสำคัญทั้ง รมช.คมนาคมคม-รมช.มหาดไทย-รมช.ศึกษาธิการ-รมช.เกษตรและสหกรณ์
ถามว่า จะมีพรรคการเมืองพรรคไหน ที่จะ “โง่” ยอมทิ้งหม้อข้าวชามใหญ่ ที่ตัวเองกอดอยู่ ด้วยการป่วนรัฐบาล จนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ จนนายกฯต้องยุบสภาฯ เพื่อไปเลือกตั้ง เพราะหากเกิดเหตุแบบนั้น มันไม่ได้มีหลักประกันเลยว่า เลือกตั้งรอบหน้า สุดท้าย “ภูมิใจไทย” จะได้โควต้ารัฐมนตรีดีขนาดนี้หรือไม่
ดังนั้นที่กองแช่งประยุทธ์ คาดหวังไปไกล ถึงขั้น คิดไปว่า “ภูมิใจไทย” จะป่วนรัฐบาล จนนำพรรคที่มีส.ส.ร่วม 62 คน อันนี้รวมถึงพวกงูเห่าที่อยู่ในพรรคก้าวไกลเวลานี้ด้วย ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลบิ๊กตู่ เพื่อไปจับมือกับขั้ว “พรรคเพื่อไทย” รวมถึง “พรรคเศรษฐกิจไทย” ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อตั้งรัฐบาลสั้นๆ สักหนึ่งปี
ของแบบนี้ กองแช่งรัฐบาล อาจจะคิดหรือจะมโน ก็คิดได้ แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง หากภูมิใจไทยเคลื่อนไหวแบบนี้จริง มีหรือพล.อ.ประยุทธ์จะยอม

สุดท้าย “บิ๊กตู่” คงเลือกที่จะยุบสภาฯ ดีกว่า ที่จะยอมให้ “ภูมิใจไทย” มาขี่คอ เพราะลำพังแค่ “กลุ่มธรรมนัส” ในพรรคเศรษฐกิจไทย ก็ปวดหัวพอแล้ว คนอย่าง “บิ๊กตู่” ไม่ยอมให้ใครมารุม “บีบไข่” ง่ายๆ
เว้นแต่บางกรณีเช่น หากรัฐบาลลากยาวไปได้ถึงช่วง “สิงหาคม” ที่ฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยเรื่อง การอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่รวมถึงสมัยเป็นรัฐบาลคสช.ด้วย จนเกินแปดปี เป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะกรณีนี้จริง จนพรรคร่วมรัฐบาลแตกเป็นพวงๆ เพราะพลังประชารัฐ ก็ไม่มีคนที่จะเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯแทนพล.อ.ประยุทธ์ได้ เพราะตอนเลือกตั้ง เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียว
หากเกิดกรณี แบบนี้แหละ “ภูมิใจไทย” ก็อาจสลัดขั้ว ไปอยู่กับ “เพื่อไทย” ได้ เพื่อตั้งรัฐบาลสั้นๆ สัก 7 เดือนไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า ที่สภาฯจะอยู่ครบสี่ปี แล้วระหว่างเลือกตั้ง ก็เป็นรัฐบาลรักษาการไปอีกสักระยะ บนสมการคือ ฝ่ายสว.เอาด้วยจำนวนหนึ่งในการตั้งรัฐบาลสูตรนี้ ที่จะมีเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาด้วย เช่น พลังประชารัฐถึงตอนนั้น ทัพแตก หลังพล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถลงชิงแคนดิเดตนายกฯได้แล้ว และตัวพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจไปอยู่กับพรรคเศรษฐกิจไทย
ซึ่งทั้งหมด เป็นเรื่องของอนาคตการเมืองที่สุดท้าย อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะอาจเกิดเหตุอย่างอื่น เช่น นายกฯยุบสภาฯกลางปี ก่อนถึงเดือนสิงหาคม หรือไม่ก็สุดท้าย รัฐบาลประคองไปได้ถึงเดือนสิงหาคม แล้วต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นนายกฯได้ต่อไป เพราะการนับแปดปีให้นับจากเข้ารับตำแหน่งหลังเลือกตั้งปี 2562
จากเงื่อนไขทั้งหมดข้างต้น จะเห็นได้ว่า เส้นทางของรัฐบาลประยุทธ์เวลานี้ ท้ายสุด…หากเข็นกันต่อไม่ไหว จากปัญหาภายในพรรคเองโดยเฉพาะก่อนศึกซักฟอกกลางปีนี้
ถ้าเป็นแบบนี้จริง ยังไงหากจะยุบสภาฯกันกลางปีนี้จริง นับจากนี้ ก็ยังเหลืออีกอย่างน้อยๆ ก็ 3-4 เดือน แล้วหากยุบสภาฯก็ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ คุมอำนาจรัฐไปจนถึงตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ รวมเวลาแล้ว ทั้งหมดก็ร่วมๆ เกือบ 5-6 เดือน
ทั้งหลายทั้งปวง จะเห็นได้ว่า เงื่อนเวลาทั้งหมด ล้วนแล้วแต่ทำให้ ถึงแม้รัฐบาลหลังจากนี้อาจอยู่ไม่ครบเทอม แต่แย่ที่สุด ยังไงก็ยังเป็นรัฐบาลไปได้อีกร่วมๆ 5 เดือน เป็นอย่างต่ำ
จึงไม่แปลกที่ “ภูมิใจไทย” ก็แค่เล่นบท “เด็กดื้อ” ตีรวน “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” แต่จะถึงขั้นให้ “ถอนสมอ” ออกจากการร่วมรัฐบาล เพื่อทิ้ง “หม้อข้าวหม้อใหญ่” ที่ตัวเอง คุมอยู่ในกระทรวงสำคัญๆ
“ภูมิใจไทย” ไม่คิดสั้น…แน่นอน
พวก “กองแช่งประยุทธ์” ที่หวังจะเห็น “ภูมิใจไทย” เป็นตัวเร่งให้รัฐบาลพังเร็วๆ จึงผิดหวังอย่างที่เห็น แต่กองแช่งที่รู้ ดีเอ็นเอ “เนวิน-อนุทิน-ศักดิ์สยาม” ดูจะไม่แปลกใจ เท่าใดนัก เพราะรู้ตั้งแต่แรกว่า “ภูมิใจไทย” ค้านเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพราะอะไร
แต่สำหรับในอนาคตทางการเมือง เชื่อว่า ทั้ง “เนวิน-อนุทิน-ศักดิ์สยาม” คงประเมินไปในทางเดียวกันว่า เลือกตั้งรอบหน้า กระแสพล.อ.ประยุทธ์และอานุภาพการเมืองของ “พลังประชารัฐ” ไม่ขลัง ไม่ปัง เหมือนตอนเลือกตั้งปี 2562 แล้ว
ผนวกกับ กติกาเลือกตั้งบัตรสองใบ จึงน่าจะทำให้ “เพื่อไทย” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” จะเป็นพรรคการเมืองที่ได้ส.ส.ในสภาฯมากที่สุดหลังเลือกตั้ง แต่ก็คงมองเหมือนกับที่หลายคนมองว่า ยังไงก็ยากที่ “เพื่อไทย” จะแลนด์สไลด์ ได้ส.ส.เกินครึ่่งหรือ 253 คนอย่างที่เพื่อไทยตั้งเป้าไว้

และจำเป็นที่ “เพื่อไทย” จะต้องหา “พันธมิตร” ในการตั้งรัฐบาลร่วมกันให้ได้เสียงระดับไม่ต่ำกว่า 280-300 เสียง เพื่อที่ทำให้ สว.250 คนที่มีอำนาจโหวตนายกฯ ยังไงก็ยากที่จะสกัด “ทักษิณ-เพื่อไทย” ในการตั้งรัฐบาลได้หาก “เพื่อไทย” รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้เกินระดับ 270-280 เสียงขึ้นไป
จุดนี้ หากถามว่า “ทักษิณ-เพื่อไทย” ถ้าจะตั้งรัฐบาลให้ได้หลังเลือกตั้ง ถ้าดูจากพรรคการเมืองที่พอจะเป็นพรรคพันธมิตรกับ “เพื่อไทย” ที่เห็นชัดคงไม่พ้น “ไทยสร้างไทย” ของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แต่คำถามก็คือ “ไทยสร้างไทย” จะได้ส.ส.สักกี่คน ขนาด “คนเพื่อไทย” ยังประเมินว่า “พรรคเจ๊หน่อย” เต็มที่คงไม่ถึง 15 คน
เช่นเดียวกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ อย่าง “พรรคเพื่อชาติ” ของยงยุทธ ติยะไพรัช “พรรรคประชาชาติ” ของวันมูหะมัดนอร์ มะทา และ “พรรคเสรีรวมไทย” ของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเหล่านี้ ดูแล้ว แต่ละพรรค ก็น่าจะได้ส.ส.ต่ำสิบทั้งสิ้น
ขณะที่ “ก้าวไกล” ที่มีการประเมินว่า ยังไงก็น่าจะได้ส.ส.ต่ำๆ ก็สัก 30 เสียง แต่หากถามใจ “ทักษิณ-เพื่อไทย” ถ้าเลือกได้จริงๆ ก็คงไม่อยากตั้งรัฐบาลกับ “ก้าวไกล” มากเท่าใดนัก เพราะดูแล้ว คงทำงานด้วยกันลำบาก ขนาดเป็นฝ่ายค้านมาด้วยกันสามปี ยังก็เปิดศึกวิวาทะกันหลายรอบ ผนวกกับแนวทางของ “ก้าวไกล” ในเรื่อง “สถาบันฯ” ก็ทำให้ “ทักษิณ-เพื่อไทย” ลำบากใจอยู่แล้ว ที่จะเดินการเมืองไปด้วยกัน
ผิดกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่น่าจะคุยกันได้ง่ายกว่า “พรรคก้าวไกล” เสียอีก เพราะถึงตอนนี้เรื่องราว ในอดีตที่ “ทักษิณ” เคยมีกับ “เนวิน ชิดชอบ” มันก็ผ่านไปนานแล้ว

ที่สำคัญ ใครต่อใครก็รู้ดี “เสี่ยหนู” ยังมีสัมพันธ์ที่ดีกับ “ทักษิณ” ที่ “อนุทิน” เรียกติดปากว่า “นาย” อยู่ และใครต่อใครก็รู้ สำหรับ “เพื่อไทย” แล้ว ทุกอย่างหาก “ทักษิณ” เคาะลงมา ทุกคนก็ปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น หาก “ทักษิณ” เลือกที่จะผูกสัมพันธ์กับ “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ไว้ เพื่อเป็นพรรคพันธมิตรหลังเลือกตั้ง ก็อย่าได้แปลกใจอะไร
สัมพันธ์ลึกและลับของ “อนุทิน-ทักษิณ” จึงเป็นประตู ที่พร้อมเปิดออกทุกเมื่อ
ดีลแบบนี้ “ภูมิใจไทย” ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง จะไปขั้วไหน ก็ได้หมดหลังเลือกตั้ง ทั้งขั้ว “3 ป.-พลังประชารัฐ” หรือจะขั้ว “ทักษิณ-เพื่อไทย” หากสุดท้าย เงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายหยิบยื่นมาให้ มีแต่ได้กับได้ !!!
……………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย…“พระจันทร์เสี้ยว”