กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เข้าตรวจสถานที่ เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน คดีพิเศษที่ 148/2568
กรณี ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 จุด ได้แก่
จุดที่ 1.บริษัท ทีไอดีซี โฮสดิ้ง จำกัด
จุดที่ 2.บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด
จุดที่ 3.บริษัท ทีไอดีซี จำกัด
จุดที่ 4.บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน)
จุดที่ 5.หมู่บ้านลดาวัลย์ พระราม 2
จากการเข้าตรวจค้น สามารถตรวจยึดเอกสาร และเครื่องสแกนม่านตา 4 เครื่อง ภายใน บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ย่านรามคำแหง เพื่อนำมา ตรวจพิสูจน์ว่า เครื่องดังกล่าวเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน รวมทั้งขยายผลกับว่ามีการถ่ายโอนหรือเก็บข้อมูลไว้ที่ใด เพราะอาจมีผลกระทบในอนาคต

ส่วนผู้ต้องหาขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยมีการบูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาเป็นกรอบในการดำเนินการ
ทั้งนี้ หากมีการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญดิจิทัล เมื่อแลกเหรียญดิจิทัลแล้วจะเข้าข่ายพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 เป็นกฎหมายของ ก.ล.ต. ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกันว่ามีความผิดฐานใด

สำหรับการเก็บข้อมูล ม่านตา ซึ่งถือเป็น ข้อมูลชีวภาพที่สำคัญ ถูกนำมาแลกกับ เหรียญดิจิทัล ทำให้มีข้อกังวลเรื่อง ความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล และว่าการเก็บหรือส่งต่อข้อมูลไปต่างประเทศนั้นถูกต้องหรือไม่ เบื้องต้นมีการคาดโทษปรับ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดโทษสูงสุด 5 ล้านบาทต่อไอดี
สำหรับกรณีดังกล่าว มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า อาจไปเชื่อมโยงกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ ที่สามารถเข้าถึงนักการเมือง ผู้นำในประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย โดยใช้ความมั่งคั่งที่ได้มาจากการหลอกลวงเหยื่อ เข้ามาฟอกขาวธุรกิจ
เริ่มจาก กองทุนในประเทศสิงคโปร์ ที่มีความ เชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์ในกัมพูชา สามารถ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับกระทรวงดิจิทัลฯ ในโครงการนําร่องเพือการพัฒนาศูนย์ธุรกิจดิจิทัลสําหรับประเทศไทย หรือ Thailand International Digital Business & Finance Centre หรือ TIDC

วัตถุประสงค์ของ TIDC คือ การสร้างศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและออนไลน์รุ่นใหม่ ที่มีเอกลักษณ์ระดับโลก เพือส่งเสริมนวัตกรรมปัจจุบันและอนาคตในด้านดิจิทัลและเสมือนจริง บริการออนไลน์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล ภายใต้ระบบนิเวศทีมีการกํากับดูแลอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อธุรกิจ ตั้งอยู่ในประเทศไทย
เเม้เปลือกนอกจะดูดี มีการกำหนด Digital Economy Regulatory Sandbox หรือ DERS โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการศึกษา พัฒนา และจัดทํากรอบและเครืองมือในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ของประเทศไทย เป้าหมายนำร่องที่จังหวัดภูเก็ต ในระยะเวลา 36 เดือน หรือ 3 ปี
โดยกองทุนเอกชนจากสิงคโปร์ จะนำผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาพัฒนาโครงการ TIDC รวม 500 คน มีเป้าหมายหลัก อาทิ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์เสมือนจริง บริษัทผู้ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลและบริษัทแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลและระบบการชําระเงิน
ตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลและการซื้อขายหลักทรัพย์/ตราสารอนุพันธ์ ฟินเทค ธนาคารดิจิทัล หลักทรัพย์ การบริหารสินทรัพย์ การลงทุนและการจัดการกองทุน และบริการประกันภัยออนไลน์

อีคอมเมิร์ซทีเน้นสินทรัพย์ดิจิทัลและเสมือนจริง การแปลงหลักทรัพย์เป็นโทเคน ผู้ให้บริการประมวลผลการชําระเงินออนไลน์ ผู้ให้บริการด้านบัญชี การบริหาร และการเงินออนไลน์ บริการ เลขานุการบริษัท และบริการกฎหมายออนไลน์
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (blue-chip) และ สตาร์ทอัพ รวมถึงการจัดตังสํานักงานใหญ่ดิจิทัลระดับภูมิภาคสําหรับบริษัทเหล่านี้ บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การเข้ารหัส และการจัดการข้อมูล ผู้เชียวชาญด้านภาพกราฟิกคอมพิวเตอร์ (CGI) ในการผลิตวิดีโอเกม อีสปอร์ต ภาพยนตร์ โทรทัศน์ สตรีมมิง และสื่อ
แต่ที่น่าตกใจ คือมีการ สอดไส้ บริการเกมออนไลน์และ การเดิมพันหรือพนันกีฬา รวมทั้ง ข้อมูล วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ เข้ามาไว้ใน เอ็มโอยูฉบับนี้ จนมีการ ลักไก่ไปสแกนม่านตา หรือแท้จริงเเล้วหวังเพียงแค่เก็บใบหน้าของผู้หลงเชื่อเอาไว้ เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อลองตรวจสอบคดีนี้ จะพบการเตรียมความพร้อมทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อย โดย “ผู้นำจิตวิญญาณ” พรรคการเมือง ประกาศ โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ถูกพับไปแล้ว มีการเอ่ยถึงกาสิโน การนำธุรกิจใต้ดินมาไว้บนดิน การผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง หรือ “ฮับดิจิทัล” ในภูมิภาค

เดชะบุญเท่าไหร่แล้ว ที่มีการเปิดโปงธุรกิจอันน่าสงสัยของบริษัทข้ามชาติ ที่พัวพันกับกลุ่มสแกมเมอร์ในกัมพูชา ที่มีเครือข่ายธนาคารไว้ฟอกเงินอย่างเป็นระบบ เหลือเพียงก้าวเล็กๆ ที่ประเทศไทยเกือบถูก ผลักลงไปในปากเหว หากความร่วมมือกับขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้เกิดขึ้นมาจริง
การที่ดีเอสไอรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ประชาชนมีความคาดหวังอย่างจริงจัง ว่าจะ เอาผิดนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง เปิดช่องให้แก๊งสแกมเมอร์รุกคืบเข้ามาในประเทศไทย จนเกือบกลายเป็นฐานฟอกเงิน มา รับโทษทัณฑ์ตามความผิดที่ได้ก่อไว้ อย่างเด็ดขาด
………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















