ในการประชุม คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา หรือ กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน มีการพิจารณาเรื่องร้องเรียน 2 เรื่อง โดยขอให้ตรวจสอบนักการเมืองและผู้มีอำนาจ ใช้อำนาจสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชน
กรณีแรก เป็นเรื่องที่ “หทัยรัตน์ พหลทัพ” บรรณาธิการบริหาร เดอะ อีสาน เรคคอร์ด ถูก “สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟ้องร้องกรณีนำเสนอข่าวแรงงานเก็บเบอร์รี่ที่ต่างประเทศ โดย “สุชาติ” เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา
ต่อมา “สุชาติ” ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้มอบหมายให้ทนายถอนฟ้องแล้ว แต่ในวันที่ทำหนังสือร้องเรียน ทาง “หทัยรัตน์” ยังไม่ได้รับเอกสารยืนยันการถอนฟ้องอย่างเป็นทางการ ดังนั้น “ผู้ร้อง” จึงเข้าร้องเรียน กมธ.สิทธิมนุษยชน โดยขอให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงสถานะคดีอย่างโปร่งใส หากมีการถอนฟ้อง ขอให้ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรและเผยแพร่ต่อสาธารณะ, ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และให้ความมั่นใจว่า สื่อสามารถปฏิบัติหน้าที่เชิงสืบสวนได้ โดยปราศจากการข่มขู่หรือการตอบโต้ทางกฎหมายที่มิชอบ
นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการเพื่อสอบสวนประเด็นการค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างจริงจัง และเป็นธรรม ไม่ใช้กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อลบหลู่หรือเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นหลัก

กรณีที่สอง เป็นเรื่องร้องเรียน ขอให้ตรวจสอบกรณีการดำเนินคดีต่อประชาชน ที่ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดย “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีปิดปาก (SLAPP) หรือไม่
โดยตัวแทนประชาชนผู้ถูกดำเนินคดี ได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการการสิทธิมนุษยชนฯ ว่าในช่วงปลายเดือน ก.ย.68 “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคประชาชน ได้ทำการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับประเด็น ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฟอกเงิน และพาดพิง ถึง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”
ปรากฎว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง
ต่อมา “ร.อ.ธรรมนัส” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้มอบอำนาจให้ทนายความ ไปแจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนจำนวนมาก ที่ สภ.เมืองพะเยา โดยกล่าวหาในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 และมีการจัดตั้งศูนย์ติดตามข้อมูลข่าวสาร (War Room) ณ จังหวัดพะเยา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีกับประชาชนที่แสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ มีการระบุจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดี อาจมีจำนวนตั้งแต่ 270-600 ราย

ต่อมา วันที่ 30 ม.ค.69 “ร.อ.ธรรมนัส” ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” โดยยืนยันถึงการดำเนินคดีต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกินขอบเขต ขณะที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา ได้ปฏิเสธคำร้องขอโอนคดีไปยังภูมิลำเนาของ “ผู้ถูกกล่าวหา” แม้จะมีระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดช่องให้กระทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนก็ตาม
ทางตัวแทนประชาชนผู้ถูกดำเนินคดี จึงได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมาธิการการ สิทธิมนุษยชนฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยไม่สุจริตเพื่อสร้างภาระแก่ประชาชนหรือไม่
ล่าสุด ทาง กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา ได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามเรื่องร้องเรียนทั้ง 2 เรื่อง จัดอยู่ในเรื่องสำคัญมาก เพราะมีข้อกฎหมายยุ่งยากซับซ้อน เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนหรือกระทบกับสังคมของคนจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง เกี่ยวข้องกับการเมือง
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 กรณี เป็นคดีความที่ได้ฟ้องร้องเป็นคดีไปแล้ว ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ต้องยุติเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ยึดตามระเบียบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ว่าด้วยการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ โดยอ้างว่ามีอนุกรรมาธิการ ที่ได้ศึกษาเรื่องการฟ้องร้องปิดปากอยู่แล้ว และมอบหมายให้นำ 2 เรื่องร้องเรียนไปพิจารณา เพื่อนำผลศึกษาแนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ ชุดนี้ มีแนวคิดที่จะเชิญ “ขนุน” อดีตผู้ต้องหาคดี 112 มาทำงานในกรรมาธิการ โดยอ้างว่าได้รับอภัยโทษไปแล้ว จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัว และขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับฝ่ายกฎหมายของวุฒิสภา ว่าสามารถเชิญอดีตผู้ต้องหาคดี 112 มาทำงานในกรรมาธิการได้หรือไม่
…………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















