#รัฐบาลอนุทินพลัส ประเดิมถอดสลักระเบิดเวลาลูกใหญ่ออกตั้งแต่หัววัน เมื่อ “นายกฯหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ยอมถอย ลดแรงเสียดทานกระแสสังคมที่มอง “คนในรัฐบาล” มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” กับ “นโยบายพลังงาน”
โดยส่งกระบี่มือหนึ่งหัวหน้าทีมเศรฐกิจรัฐบาล “เอกนิติ นิติทัญฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นแม่ทัพแทน “โกเก๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและรมว.คมนาคม คุมคณะกรรมการการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาพลังงานเชื้อเพลิง (คตร.)
พร้อมการบ้านบทใหม่ของ “ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน ในรัฐบาลอนุทินพลัส เริ่มต้นขึ้นทันทีหลังมีอำนาจเต็มมือ หลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก่อนเทศกาลสงกรานต์
ภารกิจเร่งด่วน คือ การสังคายนาข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อตอบคำถามสังคมถึงปริศนา “น้ำมันล่องหน” เมื่อตัวเลขจากโรงกลั่น 6 แห่งยืนยันว่า ผลิตน้ำมันดีเซลเต็มสูบถึงวันละ 77 ล้านลิตร แต่หัวจ่ายหน้าปั๊มกลับแห้งเหือด ผู้ประกอบการรถบรรทุกกลับแย้ง “ไม่มีน้ำมัน” หรือปั๊มน้ำมันถูกลดโควต้า
ความเคลือบแคลงสงสัยพุ่งเป้าไปที่ “การกักตุนเก็งกำไร” หรือ การ “ลักลอบเบี่ยงเส้นทาง” นำน้ำมันราคาถูกของไทย ไปปล่อยขายในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เมียนมา มาเลเซีย ที่มีส่วนต่างราคาสูงกว่า

คำถามที่ตามมาคือ ในเมื่อคำสั่งนายกฯ และรมว.มหาดไทย ผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย กำชับให้ “กอ.รมน.” กลไกกระทรวงมหาดไทย ที่มีสายข่าวทุกตารางนิ้วบนแผ่นดินไทย แต่เหตุใดน้ำมันไทยยังเล็ดลอดทะลักตามตะเข็บชายแดนไทยราวกับเขื่อนแตก
หรือเป็นการฟื้นคืนชีพ “กลไกส่วยน้ำมัน” เหมือนในยุคน้ำมันเถื่อนตามท้องทะเลภาคใต้ขึ้นฝั่งและนำไปขายในภาคอีสานได้หรือไม่
สังคมกำลังล้างตารอดู…ตรวสอบเส้นทางการกระจายน้ำมันย้อนหลังอย่างละเอียด “ใครมีพฤติกรรมกำไรจากกักกตุน ดำเนินการเด็ดขาด ไม่มีละเว้น” รมว.พลังงานป้ายแดง ประกาศกร้าว ปลุกให้สังคมมีความหวัง
รวมถึงการจี้ปม “ค่าการลั่น” ที่สูงผิดปกติจนถูกตราหน้าว่ารัฐบาลให้กลุ่มทุนค้ากำไรบนคราบน้ำตาชาวบ้าน จากปกติ 2 บาท พุ่งกระโดดไปถึง 7 บาท บางวันทะยานไปถึง 17 บาทต่อลิตร
เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงานอย่างยั่งยืน โดยทางออกที่ รมว.พลังงาน กำลังเดินหน้าคือ กำหนดเพดานค่าการกลั่น
ณ วันนี้ทางออกที่เหมาะสม ควรตั้ง “กองทุนโรงกลั่น” คล้าย “กองทุนพลังงาน” สมมติให้อยู่ภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันในประเทศ
โดยใช้กลไกในยามวิกฤติที่ค่ากลั่นแพง ให้กองทุนโรงกลั่นจ่ายชดเชยตามเพดาน และในยามปกติที่ค่ากลั่นถูก ให้โรงกลั่นส่งเงินเข้ากองทุน นับเป็นจุดเริ่มต้นในการสลัดภาพ “แดนสนธยา” ของ 6 โรงกลั่นให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลบคำครหาที่ว่า รัฐบาลอุ้มทุนใหญ่ ค้ากำไรบนความทุกข์ของชาวบ้าน

บทพิสูจน์ความจริงใจ เริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลน้ำมันทุกหยดว่าไปอยู่ที่ไหน ควบคู่การบริหารกองทุนด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ “โรงกลั่นอยู่ได้ ประชาชนอยู่ดี” ตามสัญญาที่ รมว.พลังงงานให้ไว้ จะกดดันให้โรงกลั่นเปิดเผยข้อมูลการผลิตและส่งออก ใครฉวยโอกาสแสวงหากำไรเกินควรเตรียมเจอ “ยาแรง” แน่นอน
“ผมไม่สนใจใคร ถ้าต้องทุบก็ต้องทุบ ต้องแทงก็แทง อย่าหากำไรเกินควร” รมว.พลังงาน ระบุผ่านรายการ “กรรมการข่าว” ด้วยท่าทีขึงขังตีหน้ายักษ์ใส่ “นายทุนใหญ่” ทั้ง “ทุนพลังงาน-ทุนไฟฟ้า”
นับเป็นโอกาสของประเทศไทยที่ได้เห็นผู้คุมนโยบายพลังงานแสดงความกล้า และเจตจำนงทางการเมืองแก้ปัญหาชาวบ้านที่ชัดเจน
แต่สุดท้ายหากกลับกายเป็นประเภท “แข็งนอก อ่อนใน” ยอมศิโรราบให้กลุ่มทุน พลัง “ขิงพลัส” ที่เคุยคุยว่าเผ็ดร้อนทะลุซอย ก็คงเป็นได้เพียงแค่ “ขิงทุบที่ไร้ราคา” ซ้ำเติมวิกฤติบ้านเมืองและประชาชนให้หนักกว่าเดิม
……………………………….
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















