จุดเปลี่ยนประเทศไทยหลังโควิด-19และหลังเลือกตั้งใหญ่ มีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายมิติ โดยเห็นจากสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงเกือบ2ปี
การเคลื่อนไหวของ“มวลมหาเยาวชน”ที่แหลมคมและบรรดาพรรคการเมือง เริ่มปรับทัพ นำเสนอนโยบายต่างๆแม้มีการเมืองน้ำเน่ากลับมาหลอนชาวบ้านอีกครั้ง ในศึกแย่งชิงอำนาจภายในพรรคพลังประชารัฐ โดย“ลุงตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพียงต้องการเขี่ย “ภูกอง”ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากเลขาธิการพรรคเท่านั้น และปรับโครงสร้างพรรคใหม่
“ภูกอง”อยู่หรือไปขึ้นอยู่กับ “ลุงป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค
ตัดสินใจเลือกลูกน้อง พรรคพลังประชารัฐและกลุ่ม3ป.กลายเป็นประวัติศาสตร์ทันที
ตัดสินใจทิ้งลูกน้อง พรรคพลังประชารัฐและกลุ่ม3ป.เฉิดฉายบนเวทีการเมืองต่อไป

มีโอกาสสูงที่ “บิ๊กบราเธอร์”ทิ้งขุนศึก เพราะแว่วว่า “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. กำลังตัดสินใจกลับลำไม่ขอลงสมัครผู้ว่าฯกทม. หนึ่งในปัจจัยที่อาจไม่ลงคือ “ภูกอง”พ้นตำแหน่งเลขาธิการพรรค
สภาพการเมืองที่เห็นในยุคปฏิรูปการเมือง สร้างความเอือมระอาแก่ประชาชนไม่มากก็น้อย คนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบการเมืองเก่าอยู่แล้ว ยิ่งเบือนหน้าหนี
หันไปพึ่งการเมืองใหม่ และพลังของคนรุ่นใหม่ยังเคลื่อนไหวผ่านองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(อบจ.) ชนิดบิ๊กเบิ้ม “ยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว”ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

“พระเกี้ยว”เป็นสัญลักษณ์ของศักดินา เมื่อยกเลิกเท่ากับยุติการผลิตซ้ำธรรมเนียมปฏิบัติ ขจัดปัดเป่าความไม่เท่าเทียมไม่ให้คงอยู่ในสถาบันการศึกษาอีกต่อไป
ขบวนการเสรีนิยมลุกอีกคืบอีกก้าวใส่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม
สอดรับความเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกล สมาชิกหรือส.ส.คนที่จริตรับไม่กินเส้นกับอุดมการณ์ของต้นสังกัดก็ล่าถอยไปอยู่ที่อื่น
ที่เหลือคือเลือดสีส้มแท้และเติมเลือดสีส้มใหม่ โดยผ่านขั้นตอนหนึ่งในนั้นคือ ผู้ใดมีแนวคิดถึงการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ที่บัญญัติว่า…
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”
หลักการต้องการดึงสถาบันออกจากการเมือง ป้องกันผู้ใดแอบอ้างความจงรักภักดีโจมตีฝ่ายตรงข้าม หรือใช้เป็นเครื่องมือสังหารทางการเมือง
ใครสอบผ่านด่านนี้เท่ากับได้ “พาสปอร์ตเล่มสีส้ม”เข้าร่วมอุดมการณ์ที่ชายคาหัวหมากได้ เพื่อเปลี่ยนประเทศผ่านขบวนการเสรีนิยม
ปรากฏการณ์รื้อหิ้งบูชาสัญลักษณ์ศักดินา สะท้อนแนวคิดที่ล้ำหน้ากว่า “พรรคก้าวไกล” ซึ่งเป็นอีกด่านทดสอบว่าพรรคนี้ถึงเวลาปรับตัวอย่างไร ให้ตอบสนอง“มวลมหาเยาวชน” ที่นับวันแนวคิดยิ่งแหลมคม บาดใจฝ่ายอนุรักษ์นิยม
อีกมุมก็จำเป็นต้องขยายฐานมวลชน เพื่อสลัดภาพจากพรรคเฉพาะกลุ่ม ให้เป็นพรรคที่มีแฟนคลับทุกกลุ่ม เริ่มเปิดฉากขึ้นครั้งแรกในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคก้าวไกล จ.ขอนแก่น

“ทิม”พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แม่ทัพใหญ่ ปรับลุคตามยุทธศาสตร์ของพรรค นำเสนอนโยบายสร้างระบบนิเวศน์ให้เกิดยูนิคอร์นในประเทศไทย เน้นล้มระบอบปรสิตกัดกินประเทศไทยแบบรัฐราชการรวมศูนย์ที่กดทับทุกปัญหา
กระซากใจคนรุ่นใหม่ ขยายฐานสู่ทุกชนชั้นจบเบียดฐานเสียงพรรคเพื่อไทย เฉพาะฐานเสียงคนรุ่นใหม่ พรรคเพื่อไทยยังแก้เกมไม่ได้ แม้จะดึงนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ขึ้นเป็นแม่ทัพคนใหม่
เปรียบเสมือนพรรคก้าวไกลโตวันโตคืน พรรคเพื่อไทยหวั่นไหวเหมือนถูกหอกข้างแคร่ทิ่มตำ จึงเห็นภาพสองพรรคฝ่ายค้านขัดแย้งแย่งซีนกันตลอดในช่วงก่อนปิดสมัยประชุม
อาทิ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งล่าสุด ชื่อของ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หลุดวงโคจรไม่ถูกอภิปราย การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งบัตร2ใบ การแปรญัตติโปะงบกลาง1.6หมื่นล้าน
“ราษฎรเต็มขั้น”ดูลีลาการเลื้อยกระชากของพรรคก้าวไกล การขยับของ“มวลมหาเยาวชน” เหมือนพรรคเพื่อไทยกำลังเป็นปลาคนละน้ำ ค่อยๆถูกกลืนเข้ากับบ่ออนุรักษ์นิยม
นโยบายหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไปถึงขั้นเตรียมทำประชามติกลายๆ “เลือกก้าวไกลเข้าไปปฏิรูปสถาบัน” เพื่อปลุกกระแสสู้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม
นับเป็นอีกนโยบายหวังผลให้เกิดการพลิกผันทางการเมือง และเขย่าโครงสร้างประเทศกันทีเดียว
………………………
คอลัมน์ : ไขกุญแจ/ไขแหลก
โดย..”ราษฎรเต็มขั้น”