ขบวนการเซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศไทย หรือ ขบวนการโกงเลือก สว. มีสะดุ้ง เมื่อต้นเดือนก.ค. ศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ “ผู้บงการคนหนึ่ง” ที่วางแผนฮั้วเลือก สว.ฉะเชิงเทรา โดยทำให้การเลือก สว.ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ
โดยศาลฎีกาชี้ให้เห็นพฤติกรรมและพฤติการณ์ในคดีที่มี การทุจริตแบบเครือข่ายจัดตั้ง เป็นพฤติกรรมแตกต่างกับการจับคู่ระหว่างผู้สมัคร สว.แลกคะแนนทั่วไป เพราะทำงานเป็นระบบครบวงจร ประกอบด้วยผู้วางแผน ผู้ประสานงาน ผู้จัดหาผู้สมัคร ผู้สนับสนุนเงิน และผู้สั่งการลงคะแนน
สอดคล้องกับคดีฮั้วเลือก สว.ระดับชาติ ที่มีผู้ต้องหา 229 คนในมือของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องชี้ขาดต้นเดือนก.ย.69 ว่าจะส่งสำนวนฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่
ท่ามกลางสังคมเป็นห่วงหวั่นคดีถูกเป่า เห็นได้จากพฤติกรรมที่คณะอนุกรรมการไต่ส่วนชุดที่ 26 สั่งฟันยกล็อต แต่ต้องตั้งชุดอนุกรรมการวินิจฉัยฯที่ 36 ขึ้นมา เพื่อกลั่นกรองอีกกระทอก แทนที่จะส่งให้ “กกต.ชุดใหญ่” โดยตรง
ในคำพิพากษายังชี้ให้เห็นถึงการว่าจ้างและกำหนดคะแนนล่วงหน้า ที่มีพฤติการณ์ส่งตัวแทนไปชักชวนบุคคลในหลายกลุ่มอาชีพ ให้มาลงสมัคร โดยสนับสนุนเงินค่าสมัคร เพื่อแลกกับการลงคะแนนเลือกผู้สมัครรายชื่อที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
คล้ายกับการโกงระดับชาติที่มีการว่าจ้างพร้อมแจกโพยล่วงหน้า ผลปรากฏว่า คะแนนที่ออกมาตรงตามโพยทั้งหมด
เช่นเดียวกับพฤติกรรมของผู้สมัครหลายราย ในคำพิพากษาสะท้อนให้เห็นว่า “ผู้สมัครหลายราย” ยอมรับตรงไปตรงมา “ไม่ได้ประสงค์จะเป็น สว.อย่างแท้จริง” แต่ยอมมาสมัคร เพราะได้รับเงินจากแรงชักชวน เหมือนกับการโกง สว.ระดับชาติ ที่ผู้สมัครหลายรายเข้ามาได้ เพราะได้รับเงินและของสมนาคุณ
ขณะที่พฤติการณ์เชิงตัวเลข โดยมีการรับเงิน จำนวนเงิน จำนวนคน ในคำพิพากษาระบุว่า สอดคล้องเชิงตัวเลข บังเอิญพฤติการณ์เชิงตัวเลขเหมือนกับการฮั้วระดับชาติ แต่จำนวนเงินมากกว่าหลายเท่า
ที่เด็ดของคำพิพากษาระบุถึงประเด็นข้อกฎหมาย วิธีพิจารณาความ โดยใช้กลไกการกันผู้ร่วมกระทำความผิดไว้เป็นพยาน ตามมาตรา 65 กฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. นับเป็นเครื่องมือสากลในการทลายคดีอาชญากรรมจัดตั้งผู้บงการตัวจริงที่ซ้อนตัวอยู่หลังฉาก สังคมจึงเรียกร้องให้ “กกต.” กันผู้ร่วมกระทำผิดไว้เป็นพยานบ้าง เพื่อทลาย “คดีอาชญากรรมทางการเมือง” จัดการ “ผู้บงการ” ตัวจริง
ที่สำคัญในคำพิพากษาชี้ให้เห็นถึงหลักการรับฟังพยานหลักฐานสนับสนุน เนื่องจากทางกฎหมายถือว่า คำให้การของพยานซัดทอดมีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงต้องห้ามรับฟังโดยลำพัง
แต่ศาลรับฟังในคดีนี้ เพราะมีพยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงพยานแวดล้อมที่เป็นอิสระมาสอดรับอย่างแน่นหนา ทั้งคลิปเสียงสนทนาที่ผ่านการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานว่าไม่มีการตัดต่อ ข้อความแชตไลน์ที่ระบุถึงความเคลื่อนไหวของขบวนการ บันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์ที่พบการติดต่อใกล้ชิดในช่วงวันก่อนและเลือกตั้ง ถือเป็นทีเด็ด
“นับเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ศาลฎีกาวางรากฐานไว้” นายวัต ติงสมิต นักวิชาการด้านกฎหมาย ออกโรงชี้ให้เห็นภาพถึงการรับรองน้ำหนักหลักฐานดิจิทัล ทั้ง คลิปเสียง ข้อความแชต Data Log มีน้ำหนักไม่แพ้ประจักษ์พยาน โดยไม่จำเป็้นต้องจับได้คาหนังคาเขาพร้อมธนบัตรเสมอไป
รวมถึงการเปิดประตูรับพยานซัดทอด โดยมีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ ศาลพร้อมรับฟังเพื่อลงโทษผู้บงการตัวจริง แถมยังพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ตระเตรียมการ การใช้เงิน ไปจนถึงแจกโพยลงคะแนน
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมพร้อมเปิดอ้ารับสำนวนคดีฮั้ว สว.ทั้ง 229 คน เท่ากับกดดัน “กกต.” ให้ตัดสินโดยยืนอยู่บนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
…………………………………
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















