90 ปีประชาธิปไตยไทย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตรงกับวัน 24 มิถุนายน 65 สุดคึกคักกับวงเสวนาหลายวง สะท้อนอาการ “ประชาธิปไตยติดหล่ม”
ต้นเหตุสำคัญเกิดจากถูกรัฐประหารที่สำเร็จถึง 13 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ
คณะรัฐประหาร-นายทุนกอบโกยผลประโยชน์ แต่ประชาชน-ประเทศรับเคราะห์กรรมซ้ำซาก
เห็นได้ชัด 2 ครั้งล่าสุด ปี 49 และ 57 โดยเฉพาะ 8 ปีที่ผ่านมา รัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหาการเมือง แต่ซ้ำเติมปัญหาการเมือง ตรวจสอบยาก
กลายเป็น “วิกฤติทับซ้อนวิกฤติ” อำนาจการเมืองแบ่งก้อนเค้กแห่งผลประโยชน์ แถมเอื้อนายทุนในเครือข่าย
บรรดาเด็กๆ ที่เติบโตมากับบรรยากาศบ้านเมืองถูกรัฐประหาร ความขัดแย้ง คอร์รัปชันเบ่งบาน ตั้งคำถามเชิงสัญญลักษณ์ สะกิดถึง “ศักดินา-นายทุน-ขุนศึก”
เช่น “ทำไมต้องยืนตากแดดตอนเช้าระหว่างซักธงชาติขึ้นยอดเสา”
“ทำไมต้องเรียนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้จริงไหม”

ม็อบเยาวชนตะลุยกิจกรรมต่างๆ “ฝ่ายความมั่นคง” ต้อง “ใช้หัวใจสแกน” ให้ถึงกระดูกของปัญหาที่น้องๆ เขาออกมาเคลื่อนไหวกัน
“หยุดใช้อำนาจสแกน” โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นสายใยที่ร้อยรัดระหว่างเจเนอเรชันกับเจเนอเรชัน อาจขาดวิน โครงสร้างสังคมพังพาบ กระทบมิติทางด้านความมั่นคงเอาได้เหมือนกัน
แม้กลไกของรัฐผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็พยายามแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเตรียมรื้อนั่งร้าน เพื่อออกแบบโครงสร้างรัฐให้ไฉไลทันสังคมศตวรรษที่ 21
ทุกฝ่ายตื่นก็ตัวปรับเปลี่ยนสู่อนาคตที่ดีกว่า ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงโหมกระพือเป็นระลอก
รัฐบาล บรรดาส.ส. และส.ว.ต่างสัมผัสถึงสายลมนั้น แต่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เห็นได้จากผลปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ไม่คืบหน้า
ในเมื่อสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงโหมแรงขึ้น บนพฤติการณ์ของนักการเมืองส่วนใหญ่ทำตัวเเหมือนสภาพสังคมอยู่ในสภาพปกติ
ทางออกของประเทศไทย ควรปล่อยให้การเมืองเดินตามระบบ จะเกิดเหตุนายกฯชิงลาออกก่อนถูกซักฟอก ผ่านซักฟอกไปก็เจอด่านเป็นนายกฯครบ 8 ปี
แม้ผ่านด่าน 8 ปีไปได้ ถึงอย่างไรนายกฯก็ต้องยุบสภา หรืออยู่จนครบเทอม คืนอำนาจให้ประชาชนและมีการเลือกตั้ง หน่อไม้แห่งประชาธิปไตยก็แตกกิ่งก้านเบ่งบาน
อำนาจของปวงชนชาวไทยก็ขับเคลื่อนหมุนเวียนเปลี่ยนรัฐบาลไปเรื่อย หมดยุคกองทัพหรือตัวแทนกองทัพคอยขัดตาทัพให้เมื่อยตุ่ม

กงล้อประชาธิปไตยก็หมุนขึ้นจากหล่ม อำนาจก็ค่อยๆ คลายตัวเป็นของปวงชนชาวไทย
แต่วันนี้ 90 ปีประชาธิปไตยกลับไม่มีใครการันตีว่า ประเทศไทยประวัติศาสต์จะไม่เดินซ้ำรอยอีก
เพราะพฤติกรรมประชาธิปไตยเวอร์ชัน “แจกกล้วยเป็นหวี” อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ถูกใช้เป็นเกราะในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง
การเลือกตั้งซ่อมบางเขตใช้ทรัพยากรตัวเลข 9 หลัก นับว่าสูงเป็นประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างมูลค่าแห่งการต่อรองแห่งอำนาจให้พรรคตัวเอง
กล้วยเป็นหวีๆ ทรัพยากรที่ถูกใช้ไปในการเลือกตั้งซ่อม และทรัพยากรที่กำลังเตรียมใช้ในการเลือกตั้งใหญ่อีก ล้วนถูกดึงออกมาจากงบประมาณแผ่นดิน
นับเป็นการเพาะเชื้อรัฐประหาร พาประเทศไทยสู่ทางตัน
………………………
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น