ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์“ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” สอดคล้องกับการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ขยายตัวเพียง +0.1%
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์“ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.16 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคมของสหรัฐฯ ที่ชะลอลงสู่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าคาด ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สอดคล้องกับการอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) สู่โซน 153 เยนต่อดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ขยายตัวเพียง +0.1% จากไตรมาสก่อนหน้า แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ราว +0.4%q/q
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทและเงินเยนญี่ปุ่นต่างแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง รับอานิสงส์ผลการเลือกตั้งของไทยและญี่ปุ่นที่เหนือความคาดหมายของผู้เล่นในตลาด
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึง รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนธันวาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 53% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ จากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 92% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนของการประชุมบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชียนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารฟิลิปปินส์ (BSP) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.25% เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.75% ต่อ จนกว่า BI จะคลายกังวลเสถียรภาพค่าเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) ซึ่งเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ซึ่งอาจได้แรงหนุนจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนมกราคม
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป สอดคล้องกับโมเมนตัมการแข็งค่าที่อาจชะลอลงในระยะสั้น โดยแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติหลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของไทยอาจชะลอลงบ้างและอาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม หลังนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มทำผลตอบแทนที่โดดเด่นจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นไทย รวมถึงบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งเงินบาทยังได้ทยอยแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ส่วนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นอาจชะลอลงเช่นกัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ไปพอควร ทำให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พร้อมรีบาวด์สูงขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด อนึ่ง เราขอย้ำว่า ควรติดตามทิศทางราคาทองคำเช่นเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทอยู่
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกทั้ง การแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้งอาจเริ่มชะลอลงได้
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.85-31.50 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.00-31.15 บาท/ดอลลาร์




















