‘กรมควบคุมโรค’เฝ้าระวังเข้ม‘ไวรัสฮันตา’ ‘อนามัยโลก’ชี้ความเสี่ยงยังอยู่‘ระดับต่ำ’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

กรมควบคุมโรค เฝ้าระวัง ‘ไวรัสฮันตา’ หลังพบคลัสเตอร์ผู้ป่วยบนเรือสำราญต่างประเทศ องค์การอนามัยโลก ชี้ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำ

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.69 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) เชื่อมโยงกับเรือสำราญในเส้นทางแถบมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และมีรายงานผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยองค์การอนามัยโลกประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ และเป็นสายพันธุ์ที่มีรายงานการแพร่ระหว่างคนใกล้ชิดได้ในบางกรณี จึงมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในหลายประเทศ

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูและสัตว์ฟันแทะบางชนิดเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มักติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งของหนู โดยเฉพาะในพื้นที่อับอากาศ เช่น ห้องเก็บของ โกดัง หรือบ้านร้าง อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าการติดต่อระหว่างคนสู่คน โดยสายพันธุ์ที่มีรายงานการแพร่ระหว่างคน พบเฉพาะบางพื้นที่ในทวีปอเมริกาใต้และยังถือว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจำกัด

สำหรับอาการของโรคในระยะแรก มักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง ก่อนที่บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หอบเหนื่อย หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มอาการ Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ซึ่งอาจมีอัตราเสียชีวิตสูงประมาณร้อยละ 30 – 40

ส่วนประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการระบาดของโรคนี้ในระบบเฝ้าระวังโรค กรมควบคุมโรคได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกแห่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่ที่มีรายงานโรค พร้อมประสานข้อมูลกับสายการบิน ท่าเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ได้แจ้งเตือนหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศให้เพิ่มการคัดกรองและสอบสวนโรคในผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง

ขอแนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสารคัดหลั่งของหนู รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงาน เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด กำจัดขยะอย่างเหมาะสม และปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้ามาอาศัยได้ หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่อาจมีหนู ควรเปิดให้อากาศถ่ายเทก่อน และใช้ผ้าชุบน้ำหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาด พร้อมสวมหน้ากากและถุงมือทุกครั้ง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อในอากาศ หากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อย หรือหอบเหนื่อยผิดปกติ หลังสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและประวัติสัมผัสสัตว์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img