“ยุทธพร”ยืนยัน“ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ล็อกแน่นไม่ล้างผิดคดี“ฮั้วเลือก สว. 67”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ยุทธพร อิสรชัย” ยันร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ล็อกแน่นไม่ล้างผิดคดี “ฮั้ว สว. 67” เตือนวุฒิสภาแปรญัตติแก้เนื้อหา ระวังเจอข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน

วันที่ 26 มิ.ย.2569 นายยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอดีตกรรมมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ กมธ. ในสัดส่วนของวุฒิสภา (สว.) กำลังปรับแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อขยายผลการนิรโทษกรรมทางการเมืองให้ครอบคลุมไปถึงคดีเกี่ยวกับการเลือกกันเองของ สว. เมื่อปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว. ว่า ในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีการระบุถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ไว้ในบัญชีแนบท้ายนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับคดีทางการเมืองในอดีต เช่น กรณีการปิดหน่วยเลือกตั้งของกลุ่ม กปปส. แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเหมารวมคดีทุจริต ที่ประชุมจึงได้กำหนดเงื่อนไขยกเว้นไว้อย่างชัดเจน

​”ในชั้น กมธ. ของสภาฯ เรามีการตั้งข้อสังเกตและเขียนล็อกไว้ชัดเจนว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้จะไม่รวมถึงการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม และการมีคุณสมบัติอันเป็นเท็จ ดังนั้น คดีที่มีการทุจริตหรือทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจะไม่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้แน่นอน” นายยุทธพร กล่าว

​​เมื่อถามถึงกรณีที่สังคมกำลังจับตาว่าในการพิจารณาของวุฒิสภา วันที่ 30 มิถุนายนนี้ อาจมีการสอดไส้คดีฮั้ว สว. เข้าไปด้วย นายยุทธพร ระบุว่า ต้องรอดูว่า สว. จะมีการแปรญัตติเพื่อแก้ไขเนื้อหาในส่วนนี้หรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่า สว. ไม่ควรแก้ไขหลักการที่ สส. ผ่านความเห็นชอบมาแล้ว โดยเฉพาะการปลดล็อกคดีทุจริต เพราะ สว. อาจกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์เสียเอง และจะหนีไม่พ้นข้อหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน”

​”หน้าที่ของ สว. คือการกลั่นกรองกฎหมาย ดูว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกระทบกับบุคคลภายนอกหรือไม่เท่านั้น การไปเพิ่มหลักการใหม่เพื่อยกเว้นคดีทุจริตที่สังคมกำลังจับตา จะกลายเป็นประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนทันที”

​นายยุทธพร ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ กมธ. ของ สว. เติมเนื้อหาบทคุ้มครองการทำหน้าที่ของ “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” หากกระทำโดยสุจริต โดยมองว่า ตามหลักกฎหมายทั่วไป การปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตย่อมได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเขียนระบุไว้เป็นพิเศษ การเขียนเติมเข้าไปเช่นนี้ อาจทำให้สังคมตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่า เป็นการสร้างเกราะคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งในอนาคตหรือไม่

​ส่วนกรณีการกำหนดกรอบเวลาการนิรโทษกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง 16 กรกฎาคม 2568 นั้น นายยุทธพร กล่าวย้ำว่า วันสิ้นสุดดังกล่าวคำนวณมาจากวันที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นไปตามเทคนิคทางกฎหมายตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาเชื่อมโยงหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผลการเลือกกันเองของ สว. เมื่อปี 2567 แต่อย่างใด

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img