“คมนาคม”ลุยยกเครื่องขนส่ง“คน-สินค้า” ระดมทุนภาคเอกชน-ลดพึ่งพางบแผ่นดิน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“พิพัฒน์” ผนึกกำลัง 3 รมช. นำทัพคมนาคมเวิร์กชอปบูรณาการแผน 20 ปี มุ่งยกระดับขนส่ง “คน – สินค้า” สู่ทิศทางเดียวกันเพื่อประชาชนและภาคธุรกิจ เล็งดำเนินการในรูปแบบ PPP หรือระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.69 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ร่วมเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ปี 2569 และปี 2570” โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเข้าร่วม ณ อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลงนโยบายสู่แผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาสั้นเพียง 3 – 6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ ให้เป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศและเชื่อมโยงสู่ต่างประเทศ การสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นการนำนโยบายของทุกหน่วยงานมาปฏิบัติอย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มการขนส่งทางบก กลุ่มการขนส่งทางถนน กลุ่มการขนส่งทางราง กลุ่มการขนส่งทางน้ำ และกลุ่มการขนส่งทางอากาศ โดยทั้ง 5 กลุ่ม จะต้องระดมความคิดเห็นให้ครอบคลุมทั้ง “การเดินทางของประชาชน” และ “การขนส่งสินค้าของภาคธุรกิจ” พร้อมสอดคล้องกับนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัยของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะ และการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่ออนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดมองไกลไปถึงแผนระยะกลาง (3-5 ปี) และแผนระยะยาว (10-20 ปี) เพื่อผลักดันโครงการสำคัญและโครงการ Quick Win ในปี 2569 – 2570 โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นผู้ประมวลผลและติดตามความคืบหน้าของทุกแผนงาน และให้เห็นถึงความท้าทายด้านงบประมาณ ซึ่งหากกระทรวงคมนาคมรอพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว โครงการขนาดใหญ่อาจต้องใช้เวลาถึง 20 ปีจึงจะสำเร็จ ดังนั้น การระดมทุน จากแหล่งทุนภายนอกหรือภาคเอกชน จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันคิดต่อยอด เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างโครงข่ายให้สำเร็จลุล่วงภายใน ระยะเวลาที่รวดเร็ว

ทั้งนี้ ผลจากการสัมมนาจะถูกรวบรวมและนำเสนอในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมร่วมพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะ ก่อนปรับปรุงเป็นแผนเชิงรุกที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมผลักดันนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้เริ่มวางทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งใหม่ ครอบคลุมทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตั้งแต่ปี 2570 ต่อเนื่องไปอีก 5-20 ปี เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีเป้าหมายการดำเนินงานร่วมกัน โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมแตกต่างจากโครงการทั่วไป เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการหลายปี ไม่สามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 3-6 เดือน ดังนั้นการวางแผนระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของกระทรวง ครอบคลุมการคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่ม ตามแนวทางที่ปลัดกระทรวงคมนาคมกำหนด ก่อนจะนำข้อเสนอทั้งหมดมาสรุปผลร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 13 กรกฎาคม เพื่อจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการของกระทรวง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมในยุคปัจจุบันไม่ควรพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองหาแนวทางระดมทุนจากแหล่งอื่นมาสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลากว่า 20 ปี อาจลดเหลือเพียง 15 ปี 10 ปี หรือแม้แต่ 5 ปี หากสามารถจัดหาแหล่งเงินลงทุนเพิ่มเติมได้

ทั้งนี้ หากโครงสร้างพื้นฐานสามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเดียวกันได้รวดเร็ว จะช่วยลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยความรวดเร็วในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนได้ แม้ว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านจะเร่งลงทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมยังมั่นใจว่าประเทศไทยยังคงมีศักยภาพนำหน้าประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายปี แต่หากต้องการรักษาความได้เปรียบดังกล่าวไว้ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เร็วขึ้น ซึ่งการพึ่งพางบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องเปิดทางให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนและตลาดทุนมากขึ้น โดยแนวทางการระดมทุน จะพิจารณาเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างรายได้หรือจัดเก็บค่าบริการได้ เช่น โครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือโครงการมอเตอร์เวย์ของกรมทางหลวง ซึ่งสามารถนำรายได้ในอนาคตไปต่อยอดเป็นเครื่องมือระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund หรือรูปแบบอื่นในตลาดทุนได้

ทั้งนี้ นโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือการลดภาระของประชาชน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านระบบคมนาคมที่สะดวก ปลอดภัย และเชื่อมโยงทุกมิติ ดังนั้นหลายโครงการที่สามารถสร้างรายได้ในอนาคต จะถูกพิจารณาให้ดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) หรือระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img