นายกรัฐมนตรี เปิดประชุม คตท. ย้ำการปฏิรูปต่อต้านทุจริตต้องยึดหลักนิติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่วัดจากความรู้สึก แต่ต้องมีหลักฐานรองรับ เผยรัฐบาลเดินหน้าปราบยาเสพติด สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และฟอกเงิน พร้อมชูผลงานยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม
นายอนุทิน กล่าวเปิดการประชุมว่า ในเวทีนานาชาติ ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากนานาประเทศ โดยหัวใจสำคัญของการปฏิรูปไม่ได้อยู่เพียงแค่การป้องกันการทุจริต แต่ต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยอมรับว่าระบบยังมีช่องว่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นความล้มเหลว เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป เพื่อสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเพิ่มคะแนนหรือจัดอันดับเรื่องการทุจริต เพราะความรู้สึกของประชาชนไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดได้ทั้งหมด ต้องมีหลักฐานและข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน” นายอนุทิน กล่าว
พร้อมยกตัวอย่างว่า หากสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล อาจมองว่ารัฐบาลมีปัญหาทุจริต ขณะที่ผู้สนับสนุนรัฐบาลอาจเห็นตรงกันข้าม ดังนั้น การประเมินต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง พร้อมประกาศตัวเป็น “ศัตรูกับการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ” รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
โดยระบุว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานว่า นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ มีการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกฎหมายแล้วประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่มีหลักฐานชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงบทบาทของหน่วยงานต่อต้านการทุจริต อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ตรวจสอบ สอบสวน ดำเนินคดี และลงโทษผู้กระทำผิด
นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ไม่ควรมองว่าหน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้ตรวจสอบตัวเอง แต่ประเทศไทยมีหน่วยงานอิสระและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่งเข้ามาดำเนินการตรวจสอบคู่ขนานกัน
พร้อมระบุว่า คณะกรรมการที่แต่งตั้งให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน ขยายผล และประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพสูงสุด
“ขณะนี้เหมือนทุกหน่วยงานกำลังแข่งขันกันทำงาน ไม่มีหน่วยงานใดหรือใครที่พยายามวิ่งเต้นให้หลุดคดีสามารถทำได้ เพราะมีหลายหน่วยงานทำงานคู่ขนานกันอย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี ขอให้ คตท. เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ให้ทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน มีเป้าหมายร่วมกัน พร้อมผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ เพิ่มความโปร่งใส
ทั้งนี้ นายอนุทิน ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานของ คตท. อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และนานาประเทศ พร้อมเดินหน้าปฏิรูประบบต่อต้านการทุจริตจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การป้องกันเชิงระบบอย่างยั่งยืน.



















