“นฤชา” แจงนโยบายควบคุมปริมาณอาวุธปืน ระบุยกเลิกแจกปืนเป็นรางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านชั่วคราว เปลี่ยนเป็นรางวัลอื่นที่มีมูลค่าเทียบเท่า พร้อมล็อกระบบระงับการออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ ย้ำปืนสวัสดิการก็ต้องระงับ แต่เปิดทางเจ้าหน้าที่ที่มีคำสั่งปฏิบัติหน้าที่สามารถนำปืนไปใช้งานได้
เมิ่อวันที่ 13 ส.ค.นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี มีการจับรางวัลแจกปืนลูกซองยาวจำนวน 5 กระบอกเป็นของขวัญว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายควบคุมและจำกัดปริมาณอาวุธปืน โดยเป็นนโยบายสำคัญที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ระงับการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน หรือใบ ป.3 ไว้ก่อน
สำหรับรางวัลที่มอบให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับอาวุธปืนที่จะได้รับแทน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามว่า นโยบายประกาศออกมาแล้ว แต่ยังมีการแจกปืนอยู่หรือไม่ นายนฤชากล่าวว่า ไม่ได้แจกปืน แต่เป็นการมอบรางวัลตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน โดยจากนี้จะเปลี่ยนเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าสามารถทดแทนกันได้ เช่น เงินสดหรือรางวัลในลักษณะเชิงสัญลักษณ์
เมื่อถามย้ำว่า ต่อไปจะไม่มีนโยบายมอบปืนให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านแล้วใช่หรือไม่ นายนฤชากล่าวว่า จะต้องยกเลิกและระงับไว้ก่อน แม้ระเบียบเดิมยังมีอยู่ แต่ในระเบียบก็มีช่องทางให้ดำเนินการในรูปแบบอื่นได้ โดยที่ผ่านมาเคยมีการมอบเข็มและใบประกาศ ขณะที่รางวัลอื่นก็ต้องจัดหาเป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกับอาวุธปืนที่ต้องจัดหาจากต่างประเทศ แต่ในปีนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นที่มีมูลค่าเทียบเท่าแทน
“การจัดหาในแต่ละปีต้องดำเนินการตรวจสอบ และผู้ที่ได้รับรางวัลจะต้องไปขอใบอนุญาตก่อน คือ ใบ ป.3 แต่เราระงับไปแล้ว ไม่ใช่แค่สั่งระงับ แต่เราล็อกระงับชั่วคราว โดยใช้ฐานข้อมูลจากส่วนกลาง หยุดการออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ ส่วนสัปดาห์ที่แล้วที่มีการมอบรางวัล เป็นการมอบแหนบทองคำกับใบประกาศ ไม่มีการมอบอาวุธปืน” นายนฤชากล่าว
เมื่อถามถึงกรณีคำสั่งของกรมการปกครองเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ให้ระงับปืนสวัสดิการ และมีเสียงสะท้อนจากตำรวจว่า ปืนสวัสดิการมีไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ และได้มีการหารือกับตำรวจถึงเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายนฤชากล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจว่าเดิมปืนสวัสดิการมีไว้สำหรับเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการจำกัดปริมาณอาวุธปืน ดังนั้น แม้แต่ปืนสวัสดิการก็จำเป็นต้องระงับเช่นเดียวกัน โดยใช้มาตรการเดียวกันทั้งข้าราชการและประชาชน
เมื่อถามต่อว่า มีเสียงสะท้อนจากตำรวจว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องพกอาวุธปืนในการปฏิบัติหน้าที่ หากต้องนำปืนไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจ (สน. หรือ สภ.) แล้วเกิดเหตุฉุกเฉิน จะสามารถปกป้องตัวเองได้อย่างไร นายนฤชากล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละหน่วยงานที่จะกำหนดแนวทางปฏิบัติ แต่หลักการที่ใช้แก้ไขปัญหาคือ อนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่สามารถนำอาวุธปืนไปใช้งานได้ โดยต้องมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตามหน้าที่ของตนเอง
ทั้งนี้ ทุก สน. และทุกหน่วยราชการต้องออกคำสั่งรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถนำอาวุธปืนไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้



















