ไทยสร้างไทยเปิดเวที “The Builder Forum” ชำแหละรอยรั่วระบบราชการ ชู New Public Governance ลดต้นทุน–ปิดช่องทุจริต–คืนอำนาจประชาชน
เมื่อวันที่ 29 ส.ค.69 พรรคไทยสร้างไทยจัดเวที “The Builder Forum: New Public Governance ทางรอดประเทศไทย” ณ สถาบันสร้างอนาคตไทย เขตดอนเมือง กทม. เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคการเมือง เพื่อหาแนวทางยกระดับการบริหารภาครัฐไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
เวทีเสวนาได้รับเกียรติจาก ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะทำงาน Zero Corruption ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย

นายอุดมเดช รัตนเสถียร หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวเปิดงานว่าเวทีเสวนาครั้งนี้มุ่งตั้งคำถามต่อโครงสร้างการบริหารประเทศในปัจจุบันว่า เหตุใดระบบราชการไทยยังมีต้นทุนสูง มีขั้นตอนและกฎระเบียบจำนวนมาก ขณะที่ปัญหาการทุจริตและการใช้อำนาจดุลพินิจยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งพรรคพร้อมนำเสนอแนวคิด New Public Governance เป็นกรอบสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิธีบริหารภาครัฐ และวันนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถ
การเสวนาแบ่งสาระสำคัญออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ลดต้นทุน ปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ
เวทีให้ความสำคัญกับปัญหา Red Tape หรือกฎระเบียบและขั้นตอนของภาครัฐที่สร้างต้นทุนแฝงให้กับภาคธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะกระบวนการอนุญาตและการออกใบอนุญาตที่มีหลายขั้นตอนและเปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ Network Governance ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการบริหารจากระบบราชการที่รัฐเป็นผู้สั่งการเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การทำงานร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การตัดสินใจและการแก้ปัญหาสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของประชาชนมากขึ้น
- ใช้เทคโนโลยีปิดช่องทุจริต ก่อนเกิดความเสียหาย
อีกประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแนวคิดจากการ “จับทุจริตหลังเกิดเหตุ” ไปสู่การป้องกันเชิงรุก โดยนำเทคโนโลยีและระบบข้อมูลเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐ
เวทีให้ความสำคัญกับเครื่องมือ เช่น ACT AI, ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact), Digital Governance และ Open Data รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลโครงการและงบประมาณของรัฐให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว
แนวคิดสำคัญคือ หากข้อมูลการใช้งบประมาณและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างถูกเปิดเผยในรูปแบบที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดพื้นที่ของการใช้อำนาจโดยมิชอบ และทำให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้มากขึ้น
- เปลี่ยนประชาชนจาก “ผู้รับบริการ” เป็น “ผู้ร่วมกำกับรัฐ”
เวทียังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจและการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณและโครงการของรัฐ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น
การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเลือกตั้ง แต่ควรมี กลไกทางกฎหมาย ข้อมูล และเครื่องมือในการตรวจสอบ ที่ทำให้ประชาชนสามารถติดตามการใช้อำนาจและงบประมาณของรัฐได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเองสามารถได้รับประโยชน์จากระบบดังกล่าว เพราะการมีประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส ลดความไม่แน่นอน และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ชี้ “รอยรั่วใหญ่ที่สุด” ต้องแก้ที่โครงสร้างและระบบ
ช่วงท้ายของเวทีได้เปิดประเด็นร่วมกับวิทยากรทั้ง 3 ท่านถึง “รอยรั่วหรือข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุด” ของระบบราชการและภาครัฐไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวไปสู่ New Public Governance
สาระสำคัญของเวทีสะท้อนว่า การปฏิรูประบบราชการไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องปรับ “ระบบการใช้อำนาจของรัฐ” ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดการผูกขาดอำนาจและการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น พร้อมสร้างกลไกให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง

ดร.พจน์ กล่าวว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นต้องแก้ที่ต้นเหตุ ด้วยการลดการใช้ดุลพินิจ ลดอำนาจการอนุมัติ อนุญาต ของข้าราชการ และต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนการป้องกันทุจริต ซึ่งมีระบุอยู่ในแผนการทำงานของ กกร. อย่างชัดเจน และทั้งหมดจะสำเร็จได้ประชาชนต้องร่วมมือกัน

ดร.มานะ กล่าวว่า ปัญหาการคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมายาวนาน ซึ่งการแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และขอย้ำว่าการทุจริตคอร์รัปชั่น โกงได้ก็แก้ไขได้

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยต้องร่วมกันสร้างระบอบสุจริต เอาคนโกงไปติดคุก โดยเริ่มจาก – การเพิ่มอำนาจให้ภาคประชาสังคม ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา คืนอำนาจให้ประชาชน 50,000 คน ถอดถอนนักการเมืองโคตรโกง รวมทั้งถอดถอนองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต
-การเพิ่มบทบาทภาคเอกชน โดยต้องผลักดันให้มี ป.ป.ช.ภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทุจริตได้โดยตรง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศ
-การลดลทบาทและอำนาจข้าราชการ ด้วยการพักใช้กฎหมายชั่วคราวที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน
เวทีเสวนาเห็นว่า New Public Governance ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้กับราชการ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารประเทศ จาก “รัฐเป็นศูนย์กลาง” ไปสู่ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยรัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้สร้างระบบและกติกาที่เป็นธรรม ลดภาระที่ไม่จำเป็น เปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้ และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้ทรัพยากรของประเทศถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

เวที The Builder Forum: New Public Governance ทางรอดประเทศไทย จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการรวบรวมข้อเสนอจากผู้มีประสบการณ์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การต่อต้านคอร์รัปชัน และการเมือง เพื่อนำไปสู่การออกแบบแนวทางการบริหารประเทศที่ โปร่งใส คล่องตัว ลดต้นทุน ป้องกันการทุจริต และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศไทย



















