สภาฯ พิจารณางบปี 2570 เข้มข้น ส.ส.ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตการใช้งบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งงบซ่อมเครื่องบิน อุปกรณ์ดำน้ำ ระบบสืบค้นข้อมูลโทรศัพท์ งานกล้องวงจรปิด และสนามยิงปืน พร้อมเรียกร้องตรวจสอบความคุ้มค่าและความโปร่งใส ขณะที่ กมธ.เสียงข้างมากชี้แจงและที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรา 27 ด้วยคะแนน 270 ต่อ 124 เสียง
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงินประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 โดยเข้าสู่การพิจารณามาตรา 27 ซึ่งเกี่ยวข้องกับส่วนราชการและหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี
การอภิปรายครั้งนี้มี ส.ส.หลายรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยเฉพาะความเหมาะสมของราคาและความคุ้มค่าของโครงการบางรายการ
ร.อ.ท.ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายขอตัดลดงบกองบินตำรวจ โดยตั้งข้อสังเกตงบซ่อมเครื่องบิน 3 รายการ วงเงิน 619 ล้านบาท 270 ล้านบาท และ 683 ล้านบาท ตามลำดับ โดยให้เหตุผลว่างบซ่อมเครื่องบินในปีก่อนหน้ายังมีการใช้งบไม่หมด และบางโครงการยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้
ร.อ.ท.ธนเดช ยังกล่าวถึงข้อมูลที่ตนได้รับเกี่ยวกับกองบินตำรวจว่า มีเครื่องบินทั้งหมด 41 ลำ แต่สามารถใช้งานได้ 8 ลำ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการกำหนดทีโออาร์และการคัดเลือกผู้ประกอบการ โดยระบุว่ามีข้อมูลและคลิปเสียงที่เตรียมส่งให้คณะกรรมาธิการตำรวจตรวจสอบ ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างและข้อสังเกตที่ผู้อภิปรายเสนอในที่ประชุม และต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เสนอขอตัดลดงบ สตช. 10% โดยให้เหตุผลจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของตำรวจบางส่วน โดยเฉพาะการตั้งด่านและข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชน
นพ.วรงค์ ระบุว่า ไม่ได้ต้องการปกป้องผู้กระทำผิดกฎหมายจราจร แต่ต้องการให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม พร้อมเสนอให้ใช้เทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิดและระบบตรวจจับความเร็ว มาช่วยลดปัญหาการตั้งด่านที่ไม่เหมาะสม
ขณะที่ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบจัดซื้ออุปกรณ์ดำน้ำของกองต่อต้านการก่อการร้าย บก.ปพ. จำนวน 1 ชุด ราคา 3.4–3.5 ล้านบาท โดยเห็นว่าราคาสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับราคาที่พบในตลาด พร้อมขอให้ตรวจสอบรายละเอียดทีโออาร์และใบเสนอราคาจากผู้ประกอบการ
ส่วน นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายงบตำรวจชายแดนใต้ 1,742 ล้านบาท โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของการสืบสวนสอบสวนและการใช้เทคโนโลยีด้านความมั่นคง โดยเฉพาะโครงการต่ออายุระบบสืบค้นข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ วงเงิน 57.42 ล้านบาท
นายรอมฎอนแสดงความกังวลว่า เทคโนโลยีดังกล่าวแม้มีประโยชน์ในการสืบสวนคดีอาชญากรรม แต่การนำไปใช้กับประชาชนในพื้นที่กฎหมายพิเศษอาจมีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพ จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทั้งประวัติการใช้งานและประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนก่อนจัดซื้อ
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการฐานข้อมูลด้านความมั่นคง “ระบบรวงผึ้ง” วงเงิน 50 ล้านบาท การเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์ในพื้นที่ชายแดนใต้ รวมถึงการเก็บข้อมูล DNA และการจัดสรรงบเบี้ยเลี้ยงกำลังพล โดยเห็นว่าควรตรวจสอบเรื่องความจำเป็น ความซ้ำซ้อน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ขณะที่ นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส.กทม. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องราคางานปรับปรุงพื้นที่กองบินตำรวจ ระบบคอมพิวเตอร์กล้องวงจรปิด และโครงการปรับปรุงสนามยิงปืน โดยเปรียบเทียบกับราคาที่ได้รับจากภาคเอกชนและเห็นว่าบางรายการมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น จึงเสนอให้ทบทวนและตัดงบโครงการดังกล่าว
ด้าน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า สตช. เสนอของบประมาณประมาณ 170,000 ล้านบาท แต่ กมธ. ปรับลดเหลือประมาณ 120,000 ล้านบาท โดย ผบ.ตร. ได้ขอให้ กมธ. พิจารณาผลกระทบต่อเบี้ยเลี้ยงและค่าน้ำมันของตำรวจชั้นผู้น้อย
ส่วนประเด็นการตั้งด่าน ผบ.ตร. ชี้แจงว่าการตั้งด่านมีระเบียบกำหนด และต้องมีตำรวจระดับสารวัตรเป็นหัวหน้ารับผิดชอบ พร้อมระบุว่าหากพบตำรวจที่กระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามสมควร
ท้ายที่สุด ที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 27 ด้วยคะแนน 270 ต่อ 124 เสียง งดออกเสียง 26 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง
จากนั้นสภาฯ เข้าสู่การพิจารณามาตรา 28 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งใช้เวลาอภิปรายเพียงประมาณ 9 นาที ก่อนลงมติเห็นชอบตามที่ กมธ. ปรับลดงบประมาณเหลือ 4,275 ล้านบาท



















