“นพดล”ชี้ไทยกำลังเผชิญ5โจทย์สำคัญ ย้ำควรมองผ่านกรอบ“ผลประโยชน์ชาติ”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“นพดล กรรณิกา” มองประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ชายแดนไทย–กัมพูชา ทุนเทาและนอมินีต่างชาติ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ความมั่นคงทางพลังงาน ไปจนถึงข้อถกเถียงเรื่องการได้มาซึ่ง สว. ชี้ทุกประเด็นควรมองผ่านกรอบ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” โดยยึดข้อเท็จจริง หลักฐาน และหลักนิติธรรม มากกว่าการเลือกข้าง

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ที่ปรึกษาคณะดิจิทัล และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผยว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์หลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งชายแดนไทย–กัมพูชา ทุนเทาและนอมินีต่างชาติ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนข้อถกเถียงเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

หากมองแยกกัน แต่ละเรื่องดูเหมือนเป็นข่าวคนละประเภท แต่หากมองผ่านกรอบ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” จะพบว่า ทุกเรื่องกำลังถามคำถามเดียวกันว่า ประเทศไทยจะรักษาอธิปไตย ทรัพยากร โอกาสทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้อย่างไร

แผ่นดินต้องรักษา สันติภาพต้องคงอยู่
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังทิ้งผลกระทบต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดรัฐบาลเพิ่มกรอบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอีก 240.75 ล้านบาท ขณะที่ภาครัฐยังต้องบริหารทั้งความมั่นคง อธิปไตย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปพร้อมกัน เรื่องชายแดนจึงไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงว่า “ใครแข็งกว่าใคร”

ประเทศที่เข้มแข็งต้องทำสองอย่างพร้อมกันให้ได้ คือ รักษาอธิปไตยโดยไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของชาติ และรักษาสติไม่ให้ความรักชาติกลายเป็นความเกลียดชัง ประชาชนเองก็มีบทบาทสำคัญมาก เราต้องไม่แชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ ไม่สร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนสองประเทศ และไม่ปล่อยให้ข่าวปลอมกลายเป็นอาวุธอีกชนิดหนึ่งในความขัดแย้ง

เงินต่างชาติเราต้องการ แต่ประเทศต้องไม่กลายเป็นของคนอื่น
เงินต่างชาติเราต้องการ แต่ประเทศไทยต้องไม่กลายเป็นของคนอื่น อีกแนวรบหนึ่งคือทุนเทา การใช้นอมินี และธุรกิจต่างชาติที่อาจดำเนินการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย รัฐบาลระบุว่า การปราบปรามเครือข่ายลักษณะนี้มีการยึดและอายัดทรัพย์รวมกว่า 20,000 ล้านบาท และกำลังตรวจสอบเส้นทางเงินและพฤติกรรมมากขึ้น

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนจากต่างชาติ
แต่คำว่า “เปิดประเทศ” ต้องไม่หมายความว่า เปิดช่องให้ทุนที่ไม่โปร่งใสเข้าครอบครองที่ดิน ธุรกิจ ทรัพยากร หรือใช้คนไทยเป็นเพียงชื่อหน้ากระดาษ ผลประโยชน์ชาติไม่ใช่การต่อต้านต่างชาติ ตรงกันข้าม เราควรต้อนรับนักลงทุนที่ดี ให้ความมั่นใจแก่ธุรกิจที่สุจริต และใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม แต่เราต้องแยกให้เด็ดขาดระหว่าง ทุนที่สร้างประเทศไทย กับ ทุนที่เข้ามาใช้ประเทศไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์ อย่านับแต่เงินลงทุน ต้องนับสิ่งที่ประเทศไทยได้
ประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ รัฐบาลระบุว่ามูลค่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับประมาณ 750,000 ล้านบาท และกำลังยกระดับหลักเกณฑ์ให้พิจารณาทั้งประโยชน์ต่อประเทศ พลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นี่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ แต่คำถามของประเทศไม่ควรหยุดเพียงว่า “ต่างชาติเอาเงินเข้ามากี่แสนล้านบาท”
เราต้องถามต่อว่า คนไทยได้งานทักษะสูงกี่ตำแหน่ง ธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่ามากน้อยเพียงใด ประเทศไทยได้องค์ความรู้และเทคโนโลยีอะไร ใช้ไฟฟ้าและน้ำของประเทศเท่าใด ใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และข้อมูลสำคัญของคนไทยได้รับการคุ้มครองอย่างไร โลกยุคใหม่ทำให้คำว่า “อธิปไตย” ไม่ได้หมายถึงเส้นเขตแดนเท่านั้น แต่รวมถึง อธิปไตยข้อมูล อธิปไตยพลังงาน และอธิปไตยทางเทคโนโลยี พลังงานไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่คือความสามารถของประเทศที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาน้ำมันโลกยังมีความผันผวน กระทรวงพลังงานจึงต้องบริหารทั้งราคา การจัดหา และปริมาณสำรองเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ คนไทยมักถามว่า น้ำมันพรุ่งนี้จะขึ้นหรือลง แต่คำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่าคือ หากวันหนึ่งเส้นทางพลังงานโลกเกิดปัญหารุนแรง ประเทศไทยจะอยู่ได้อีกกี่วัน และระบบเศรษฐกิจจะเดินต่ออย่างไร ประเทศที่มีความมั่นคงต้องไม่รอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วค่อยแก้

เราต้องกระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพิงจากจุดเดียว ส่งเสริมพลังงานที่ประเทศผลิตได้ และออกแบบระบบไฟฟ้าที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต นี่ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงกระทรวงเดียว

นี่คือ ความมั่นคงแห่งชาติ และการปฏิรูปกฎหมายดิจิทัลที่ประเทศไทยต้องอยู่ได้มั่นคงบนโลกเขตแดนดิจิทัล

ฮั้ว สว. ผลประโยชน์ชาติคือค้นหาความจริง ไม่ใช่เลือกข้างก่อนเห็นหลักฐาน
วันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีกำหนดพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดย กกต.ระบุเองว่า การพิจารณาต้องดำเนินอย่างรอบคอบบนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ในเรื่องนี้ ผลประโยชน์ชาติไม่ได้อยู่ที่การทำให้ฝ่ายใด “ชนะ” แต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนเชื่อได้ว่า คนผิดไม่รอด คนบริสุทธิ์ไม่ถูกเหมารวม องค์กรอิสระไม่ถูกแทรกแซง และหลักฐานต้องมาก่อนกระแส

หากมีการฮั้วจริง ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด แต่หากจะขยายความรับผิดจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคล จาก สว.ไปถึงพรรค หรือจากพรรคไปถึงรัฐบาล ก็ต้องพิสูจน์ตามพยานหลักฐานทุกชั้น เพราะประเทศที่มีหลักนิติธรรม ไม่ตัดสินคนตามสี ตามฝ่าย หรือกระแสสังคม ประเทศเช่นนั้นตัดสินคนด้วย ข้อเท็จจริงและกฎหมาย

ถึงเวลาขยายความหมายของคำว่า “รักชาติ”
ความรักชาติในศตวรรษนี้ไม่ควรมีเพียงการยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ หรือการออกมาแสดงความโกรธเมื่อมีข้อพิพาทเรื่องดินแดน การรักชาติยังหมายถึง ไม่แชร์ข่าวปลอมที่ทำร้ายประเทศ ไม่ยอมเป็นนอมินีให้ทุนผิดกฎหมาย ไม่ขายบัญชีธนาคารให้มิจฉาชีพ ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริต ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ เรียกร้องให้โครงการขนาดใหญ่เปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบได้ และกล้าถามรัฐบาลทุกชุดว่า “ประชาชนและประเทศไทยได้อะไร”

ภาครัฐเองก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน เราไม่ควรวัดความสำเร็จจากเพียงจำนวนเงินลงทุน จำนวนโครงการ หรือจำนวนครั้งที่จับกุม แต่ต้องวัดว่า ประเทศไทยปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นหรือไม่ ทรัพยากรถูกใช้คุ้มค่าหรือไม่ ข้อมูลของคนไทยปลอดภัยหรือไม่ และประชาชนเชื่อมั่นต่อรัฐมากขึ้นหรือไม่ นี่คือการเปลี่ยนจากการบริหาร “กิจกรรม” ไปสู่การบริหาร “ผลลัพธ์ของชาติ” ประเทศไทยต้องไม่รอให้ใครมาปกป้อง

ผมเชื่อว่า ประเทศไทยมีคนเก่ง มีคนรักชาติอีกมาก มีทรัพยากร มีภูมิศาสตร์ที่ดี และมีโอกาสมากพอที่จะยืนอยู่แถวหน้าของภูมิภาค สิ่งที่เราไม่ควรขาดคือ สติ ความกล้าหาญ และความรับผิดชอบร่วมกัน รัฐบาลมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของชาติ ข้าราชการมีหน้าที่รักษากฎหมาย ภาคธุรกิจมีหน้าที่เติบโตโดยไม่ทำลายส่วนรวม สื่อมีหน้าที่แยกข้อเท็จจริงออกจากกระแส นักวิชาการมีหน้าที่กล้าพูดบนหลักฐาน และประชาชนมีหน้าที่ไม่ยกอำนาจในการคิดของตนเองให้กับข่าวลวง ความกลัว หรือความเกลียดชัง

ผลประโยชน์ชาติไม่ใช่ของรัฐบาล ประเทศไทยไม่ใช่ของพรรคการเมืองใด และ อนาคตของชาติไม่ใช่หน้าที่ของคนเพียงกลุ่มเดียว

ทุกครั้งที่เราเลือกตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ เลือกประโยชน์ส่วนรวมก่อนผลประโยชน์เฉพาะหน้า เลือกข้อเท็จจริงเหนือความชอบส่วนตัว และเลือกถามว่า “สิ่งนี้ดีต่อประเทศไทยจริงหรือไม่” เราก็กำลังปกป้องประเทศอยู่แล้ว

ประเทศไทยจะเข้มแข็ง ไม่ใช่เพราะเราเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แต่เพราะถึงแม้เราเห็นต่างกัน เราก็ยังเลือกผลประโยชน์ของชาติไว้เหนือผลประโยชน์ของฝ่าย

ถึงเวลาแล้วที่คำว่า “ผลประโยชน์ชาติ” จะไม่เป็นเพียงถ้อยคำของรัฐบาล นักการเมือง ทหาร หรือนักวิชาการ แต่กลายเป็นคำถามประจำวันของคนไทยทุกคนว่า

วันนี้ สิ่งที่เรากำลังคิด กำลังพูด และกำลังทำ ช่วยประเทศไทย หรือกำลังทำให้ประเทศไทยเสียอะไรไป?

ผมตั้งการติดตามไว้ให้แล้ว โดยจะตรวจประเด็น ชายแดนไทย-กัมพูชา, ทุนเทา/นอมินี, ดาต้าเซ็นเตอร์และอธิปไตยข้อมูล, ความมั่นคงพลังงาน และคดีฮั้ว สว. เป็นประจำ และจะแจ้งเมื่อมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญต่อผลประโยชน์ชาติครับ.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img