เทพไท ตั้งคำถามถึงท่าทีรัฐบาลอนุทิน หลังสหรัฐฯ เสนอสอบสวนเพื่อพิจารณาคว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในเครือข่ายสแกมเมอร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปรากฏชื่ออดีต รมช.คลังในรัฐบาลอนุทิน 1 เรียกร้องนายกฯ แสดงความรับผิดชอบต่อการแต่งตั้ง พร้อมประกาศจุดยืนปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากสังคมไทยและประชาคมโลก
เมื่อวันที่ 21 ก.ย.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองและอดีตสส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความแนะนายกฯ อนุทิน เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ว่า
สืบเนื่องจากกรณีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร สหรัฐอเมริกา ได้เสนอให้กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา สอบสวนเพื่อคว่ำบาตรบุคคล 28 คน และ2บริษัทในเครือข่ายสแกมเมอร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปรากฏว่ามีชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย ทำให้ส่งผลต่อการตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพของกระบวนการการบังคับใช้กฏหมายของประเทศไทย ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับรัฐบาลปัจจุบัน และเป็นหน้าที่ของนายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่จะต้องแต่งตั้งทนายความเพื่อแก้ข้อกล่าวหาและเคลียร์ตัวเอง
เมื่อนายอนุทินได้ตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวเช่นนี้ ผมอยากจะตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อนายอนุทินต่อไปว่า
1.สังคมต้องการความชัดเจนว่า รัฐบาลของนายอนุทินต้องการที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างไรหรือไม่ เพราะในช่วงหาเสียง ทุกพรรคการเมืองเปิดประเด็นเรื่องการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์กันอย่างคึกคัก จนเป็นกระแสทางการเมืองให้พรรคการเมืองทุกพรรคให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่หลังจากการเลือกตั้งแล้ว พรรคภูมิใจไทยมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ยังไม่เห็นความชัดเจน หรือการเอาจริงเอาจังในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์เลย
2.การที่นายอนุทินอ้างว่า นายวรภัคไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลปัจจุบัน รัฐบาลจึงไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นความจริงที่นายวรภัคไม่ได้เป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐรัฐบาลชุดนี้ แต่นายวรภัคเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน1 และรัฐบาลอนุทิน1กับรัฐบาลอนุทิน2 มีนายกรัฐมนตรีชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูลคนเดียวกัน รัฐบาลชุดนี้จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
3.การให้นายวรภัคไปตั้งทนายความสู้คดีและเคลียร์ตัวเองนั้น ถือว่านายอนุทินต้องการเอาตัวรอด และปัดสวะหรือตัดหางปล่อยวัดนายวรภัค ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากใกล้ชิด ทั้งที่เป็นพวกพ้องกัน แสดงให้เห็นว่านายอนุทินต้องการลอยแพ เพื่อนที่เคยร่วมคณะรัฐมนตรีมาด้วยกัน
4.นายอนุทินควรจะแสดงท่าทีหรือมารยาท โดยการขอโทษต่อสังคม ในการตัดสินใจนำนายวรภัคเข้าร่วมรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลอนุทิน1 ซึ่งสามารถยอมรับความเป็นความจริงกับสังคมได้ว่า อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจจะประมาทเลินเล่อ อาจไม่จะรู้จักประวัติเบื้องหลังของนายวรภัคดีพอ จึงตัดสินใจชักจูงเข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายวรภัคเข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในโควตาของนายอนุทิน และนายอนุทินเป็นผู้ทาบทามเอง จะปฏิเสธเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
5.นายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะต้องประกาศจุดยืน และความจริงจังต่อการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซนเตอร์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาคมโลกกลับคืนมา และควรจะให้นโยบายต่อหน่วยงานในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ว่า กรณีของนายวรภัคเป็นเรื่องส่วนตัว ที่นายวรภัคจะต้องไปสู้คดีหรือเคลียร์ตัวเอง แต่ในกระบวนการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และเคร่งครัด โดยไม่เลือกปฏิบัติ หรือไม่ใช่การลูบหน้าปะจมูกในการปราบปราม
นายอนุทินต้องแสดงจุดยืน และตอบคำถามกับสังคมไทยและประชาคมโลก มิฉะนั้นถ้ารัฐบาลยังเฉยเมย ยังวางเฉย อาจจะถูกตราหน้า หรือข้อกล่าวหาว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของแก๊งสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ได้ เพราะแม้แต่ระดับผู้บริหารประเทศระดับรัฐมนตรี ก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และรัฐบาลก็ใส่เกียร์ว่าง วางเฉย ไม่เอาจริงเอาจังในการปราบปราม ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



















