“ศุภชัย ใจสมุทร” โต้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ย้ำสื่อตรวจสอบนักการเมืองได้ แต่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง ตั้งคำถามกรณีระบุประชาชนรับเงิน 500–1,000 บาทแล้วลงคะแนนให้ภูมิใจไทย จี้หากมีหลักฐานให้ส่ง กกต.-ตำรวจดำเนินการ พร้อมย้ำ “เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน”
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 69 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “สื่อมีสิทธิตรวจสอบ แต่สื่อก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน” ใจความว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยู่ในวงการสื่อมวลชนไทยมายาวนาน มีประสบการณ์ มีผู้ติดตามจำนวนมาก และคำพูดของเขามีพลังต่อความคิดเห็นของสังคม เพราะเหตุนี้เอง ผมจึงเห็นว่า มาตรฐานความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงของนายสนธิยิ่งควรสูงกว่าคนทั่วไป
นายศุภชัย ระบุต่อว่า ผมไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของนายสนธิที่จะตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามต่อพรรคภูมิใจไทย จะวิจารณ์หนักเพียงใดก็เป็นสิทธิ ตราบเท่าที่อยู่ภายใต้กฎหมายและตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามกลับก็คือ วันนี้นายสนธิกำลังทำหน้าที่ “สื่อมวลชนผู้ตรวจสอบ” หรือกำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดยืนของตนเอง?
นายศุภชัย ระบุว่า นี่ไม่ใช่คำถามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา ในอดีตนายสนธิไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเคยใช้รายการสื่อควบคู่กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อย่างเปิดเผย ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มีทั้งบทบาทสื่อและประวัติการเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมานำเสนอเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ตรงไหนคือข่าว ตรงไหนคือความคิดเห็น และตรงไหนคือการรณรงค์ทางการเมือง
นายศุภชัย ระบุว่า คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อในเครือผู้จัดการเผยแพร่ถ้อยคำของนายสนธิเองว่า “พวกผมจะเดินสายทั่วประเทศ ไปพูดให้ประชาชนเข้าใจว่า ไอ้ 500 บาท 1,000 บาท ที่คุณรับเขามา แล้วลงคะแนนให้ พรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งที่คุณได้รับ” เมื่อกล่าวเช่นนี้ต่อสาธารณะ ผมจึงขอถามในฐานะคนที่ถูกพาดพิงอย่างตรงไปตรงมา ใครจ่ายเงิน? ใครรับเงิน? จ่ายที่ไหน? จ่ายเมื่อไร? และหลักฐานใดเชื่อมโยงการจ่ายเงินนั้นมาถึงพรรคภูมิใจไทย?
นายศุภชัย ระบุต่อว่า ถ้ามีหลักฐาน เปิดออกมา ส่งให้ กกต. ส่งให้ตำรวจ ส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ พรรคภูมิใจไทยไม่มีสิทธิและไม่ควรขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ หากใครซื้อเสียง ก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน การกล่าวถึงประชาชนที่รับเงิน 500 หรือ 1,000 บาทแล้วลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ก็มีผลทำให้เกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า กำลังทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเกิดจากการซื้อเสียงหรือไม่ ประชาชนที่เลือกภูมิใจไทยไม่ได้มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าประชาชนที่เลือกพรรคอื่น เขามีสิทธิเลือกจากนโยบาย เลือกจากผลงาน เลือกจากตัวผู้สมัคร หรือเลือกจากเหตุผลทางการเมืองของเขาเอง ไม่มีใครควรลดคุณค่าของคะแนนเสียงเหล่านั้นด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ
นายศุภชัย ระบุว่า และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยมีข้อพิพาทกับการนำเสนอของนายสนธิ นายสนธิมีการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคภูมิใจไทยได้ฟ้องเป็นคดีต่อศาลอยู่ในระหว่างการพิจารณา เรื่องดังกล่าวต้องปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ผมจะไม่ตัดสินแทนศาล แต่ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่นายสนธินำเสนอเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยได้ก้าวไปถึงระดับที่เกิดข้อพิพาททางกฎหมายแล้ว
นายศุภชัย ระบุว่า ดังนั้น วันนี้ผมไม่ขอกล่าวหาว่า “นายสนธิมีวาระซ่อนเร้น” เพราะผมไม่สามารถเข้าไปพิสูจน์เจตนาที่อยู่ในใจของใครได้ แต่ผมมีสิทธิตั้งคำถามจากพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะว่า การนำเสนอเรื่องพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ เป็นการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม หรือมีข้อสรุปอยู่ก่อนแล้วจึงเลือกข้อมูลมาสนับสนุนข้อสรุปนั้น? นี่ต่างหากคือคำถามสำคัญ
นายศุภชัย ระบุต่อว่า คนทำสื่อมานานย่อมรู้ดีว่า จรรยาบรรณสื่อไม่ได้หมายถึงเพียงความกล้าที่จะวิพากษ์ผู้มีอำนาจ แต่หมายถึงการตรวจสอบข้อมูล แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา และไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นข้อเท็จจริงในสายตาประชาชนก่อนที่จะพิสูจน์ได้ ยิ่งมีไมโครโฟนดังเท่าไร ยิ่งมีผู้ติดตามมากเท่าไร ความรับผิดชอบก็ต้องมากขึ้นเท่านั้น
“ผมยืนยันอีกครั้งว่า ตรวจสอบภูมิใจไทยได้ วิจารณ์ภูมิใจไทยได้ ขุดคุ้ยภูมิใจไทยได้ และถ้ามีหลักฐานว่าภูมิใจไทยทำผิด เปิดออกมาให้หมด แต่อย่าใช้ข้อกล่าวหาแทนหลักฐาน อย่าใช้ความเชื่อแทนข้อเท็จจริง และอย่าใช้พลังของสื่อทำให้ประชาชนถูกพิพากษาไปก่อนกระบวนการพิสูจน์ เพราะสื่อที่ตรวจสอบนักการเมืองได้ ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิตรวจสอบสื่อได้เช่นกัน” นายศุภชัย ระบุ
นายศุภชัย ระบุว่า สุดท้าย ผมฝากคำถามง่าย ๆ ถึงนายสนธิ ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความจริง หลักฐานอยู่ที่ไหน? เอาหลักฐานมาวางบนโต๊ะ แล้วให้กฎหมายทำหน้าที่ เพราะในสังคมที่เคารพหลักกฎหมาย ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน พูดซ้ำกี่ครั้งก็ไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความจริง และคำว่า “สื่อมวลชน” ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใครในการกล่าวหาโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชนก็ตาม….



















