หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จริง ๆ แล้ว อาการเหนื่อยง่ายผิดปกติหรือความรู้สึกอึดอัดเวลานอนราบนั้น อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคลิ้นหัวใจ” ภัยร้ายที่กำลังทำลายหัวใจอย่างเงียบ ๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อาการรุนแรงแล้ว ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดหน้าอกที่มีความเสี่ยงและใช้เวลาพักฟื้นนาน จนอาจสร้างความกังวลให้ผู้ป่วยอย่างมาก
แต่ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษารูปแบบใหม่ด้วย เทคโนโลยี Transcatheter Aortic Valve Implantation (TAVI) ที่ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวไว ถือเป็นอีกทางเลือก สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มที่มีภาวะรุนแรง อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
วันนี้ นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และอายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด รพ.วิมุต จะมาแชร์วิธีสังเกตตัวเองง่าย ๆ เพื่อรู้เท่าทันโรคนี้ก่อนสาย พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง และเทคโนโลยีการรักษาโรคลิ้นหัวใจในปัจจุบันที่สร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วย

“โรคลิ้นหัวใจ” ภัยเงียบที่ปล่อยไว้ยิ่งอันตราย
โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease) คือความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ลิ้นหัวใจ แบ่งเป็น 2 ประเภทง่าย ๆ คือ “ลิ้นหัวใจรั่ว” และ “ลิ้นหัวใจตีบ”
โดยปกติคนเรามีลิ้นหัวใจ 4 ลิ้น ทำหน้าที่เปิด-ปิดเพื่อควบคุมทิศทางการไหลเวียนของเลือด เมื่อลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติจะทำให้เลือดไหลย้อนกลับหรือไหลไม่สะดวก ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้ร่างกายพยายามปรับตัวชดเชยจนเราแทบไม่เห็นความผิดปกติในระดับแรก กว่าจะรู้ตัวโรคก็อาการรุนแรงแล้ว
“โรคลิ้นหัวใจ” ไม่เลือกวัย ใครก็เสี่ยงได้
หลายคนอาจคิดว่าโรคลิ้นหัวใจเกิดได้แค่ในผู้สูงอายุ แต่จริง ๆ แล้ว “โรคลิ้นหัวใจ” สามารถเกิดกับคนทุกวัย โดย ในกลุ่มเด็กเล็กอาจพบความผิดปกติของลิ้นหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด หรืออาจเคยติดเชื้อรุนแรงจนทำให้ลิ้นหัวใจเสียหาย
ส่วน ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สาเหตุหลักมักมาจากลิ้นหัวใจเริ่มเสื่อมสภาพตามอายุจนลิ้นหัวใจรั่ว หรือมีแคลเซียมและไขมันเกาะสะสมจนแข็งตัวทำให้เป็นลิ้นหัวใจตีบ นอกจากนี้ คนที่มีโรคประจำตัว อาทิ ความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ก็เพิ่มความเสี่ยงโรคลิ้นหัวใจเช่นกัน

เหนื่อยง่ายผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องเล็ก สัญญาณเตือน “โรคลิ้นหัวใจ”
นพ.สุวาณิช ชี้ให้เห็นถึงภัยเงียบนี้ว่า “อาการเริ่มแรกของโรคลิ้นหัวใจคือการเหนื่อยหรืออ่อนเพลียโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งหลายคนอาจชะล่าใจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น นอนราบแล้วอึดอัด หรือขาบวม ที่อันตรายกว่านั้นคือ ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ทั้งภาวะหัวใจโต น้ำท่วมปอด หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเสี่ยงต่ออัมพฤกษ์-อัมพาต ดังนั้นหากเริ่มเหนื่อยขณะทำกิจกรรมเดิม ๆ อย่ารอช้า รีบมาตรวจคัดกรองกับแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที”
อายุ 35+ ควรเช็กหัวใจ ไม่ต้องรอมีอาการ
เมื่อเข้าสู่วัย 35 ปี แม้ภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ร่างกายภายในอาจเริ่มเสื่อมลง แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ โดยที่ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด รพ.วิมุต ทีมแพทย์เฉพาะทางมีแนวทางการวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจด้วย 4 ขั้นตอนหลัก เพื่อความแม่นยำ
เริ่มจากการ เอกซเรย์ปอด เพื่อประเมินขนาดหัวใจ ต่อด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) เพื่อตรวจการเต้นและกระแสไฟฟ้าหัวใจ ไปจนถึง การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) และ การวิ่งสายพาน Exercise Stress Test (EST) เพื่อตรวจการทำงานของหัวใจอย่างละเอียด ซึ่งการตรวจพบเร็วไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของโรค แต่ยังช่วยให้วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Transcatheter Aortic Valve Implantation (TAVI) การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด ปลอดภัยสูง กลับบ้านได้ใน 2 วัน
การรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจที่ไม่รุนแรงจะเน้นรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ยาลดไขมัน หรือยาลดความดันโลหิต พร้อมกับควบคุมโรคประจำตัวให้สงบ

นพ.สุวาณิช อธิบายว่า “ในกรณีผู้ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรุนแรง แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งเดิมทีต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจและพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี TAVI นวัตกรรมการรักษาใหม่ที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน ทำให้ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกและไม่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ แผลเล็ก และพักฟื้นเพียง 1-2 วัน ก็สามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติได้”
“เราสามารถสร้างเกราะป้องกันโรคลิ้นหัวใจได้ตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากการตรวจสุขภาพหัวใจเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป หากผลปกติดีอาจตรวจซ้ำทุก 5 ปี ควบคู่ไปกับการปรับไลฟ์สไตล์ให้สมดุล กินให้ดี คุมน้ำหนักให้เหมาะสม หมั่นออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ แต่ถ้ามีโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง พยายามคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ที่อยากย้ำเน้นคืออย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ อย่างอาการ ‘เหนื่อยง่าย’ และรีบมาพบแพทย์ เพราะถ้าตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นพ.สุวาณิช กล่าว





















