‘อนุทิน’ ซัด บริษัทรับเหมา ’ประมาท-เลินเล่อ‘ จุดอันตรายที่สุดกลับไม่ใส่ใจ ไม่ดึงคอนกรีตให้แน่น ชี้ ปิดโอกาสรับงาน ‘โครงการยกระดับ’ บอก รัฐฯ มีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา ใช้ ‘คำสั่งทางปกครอง’ เหตุเป็นอันตรายต่อสาธารณะ-ประชาชน ไม่สนจะร้องศาล มองเป็นเรื่องดียิ่งได้ตรวจสอบข้อผิดพลาด
วันที่ 16 ม.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าเหตุเครนก่อสร้างถล่ม บริเวณถนนพระราม 2 ขาออก พื้นที่จ.สมุทรสาคร ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ ว่า ตนมาดูพื้นที่ว่าอะไรเกิดขึ้น ดูสภาพหน้างาน และมาหาข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต ส่วนเรื่องทางเทคนิค ทางเจ้าของงานคือกรมทางหลวง กำลังจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุ
เมื่อถามว่า ได้มีการชี้แจงสาเหตุเบื้องต้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สาเหตุเบื้องต้นอย่างที่ตนบอกไป ขณะนี้เรายังเข้าไปในจุดเกิดเหตุไม่ได้ เพราะมีซากปรักหักพังเต็มไปหมด สิ่งที่ต้องทำคือต้องถอดชิ้นส่วนต่างๆ ไปทำการตรวจสอบ แต่แน่นอนว่าสาเหตุมาจากตัวทรัคเครน หรือ เครนลอนเชอร์ เพราะล้มและทรุดตัวตรงนั้น ไม่ใช่ตัวโครงสร้างที่เป็นโครงสร้างคอนกรีต
เมื่อถามว่า หลังจากนี้หากรื้อถอนทุกอย่างเสร็จหมดแล้วจะให้ความมั่นใจประชาชนอย่างไรว่าจะสามารถสัญจรได้ นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งที่สร้างอยู่แล้วตรงนี้มีความแข็งแรง เรื่องที่สีคิ้วก็เกิดขึ้นจาก เครนลอนเชอร์ ตอนที่หิ้ว segment คอนกรีตขึ้นไป ไม่ใช่ตัวคอนกรีตไม่ใช่ตัวโครงสร้างหรือตัวเสา สมัยเกิดที่ปากท่อพระราม 2 ก็เช่นกัน เกิดขึ้นจากตัว โครงสร้างรองรับ (supporting Structure)
เมื่อถามว่า กรณีสีคิ้ว ทางผู้รับเหมาขอโอกาสรัฐบาลขอสานงานต่อทำให้เสร็จ นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้ในทางปกครองมันไม่ได้แล้ว รัฐบาลเห็นว่าเป็นความอันตรายต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เราได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายในการดำเนินการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว
“มันมีการบอกเลิกสัญญา กับการยกเลิกสัญญา ยกเลิกสัญญาก็คือเป็นการทำผิดในสัญญา แต่ตรงนี้ มันมีการกระทำที่มีความเป็นอันตรายต่อสาธารณะประโยชน์ ประชาชนทั่วไป เราก็ต้องใช้คำสั่งทางปกครองในการดำเนินการ รัฐบาลก็ต้องทำแบบนี้”
เมื่อถามถึงกรณีแบล็คลิสต์ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องแบล็คลิสจะเป็นขั้นตอนต่อเนื่องไป เมื่อบอกเลิกสัญญาหรือมีการยกเลิกสัญญา หรือกระทำใด ๆ ที่อยู่นอกเหนือสัญญา ทางเจ้าของงานก็จะดำเนินการบอกเลิกสัญญา ซึ่งจะไปเข้ากรณีทิ้งงาน พอทิ้งงาน ต่อไปก็จะเป็นในเรื่องของการขึ้นบัญชีดำ มันเป็นขั้นตอนอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า มีการถอดบทเรียนหลายครั้ง กับเหตุการณ์เครนถล่มเส้นพระราม 2 เราจะจริงจังในเรื่องการนำมาตรการอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า มันจริงจังทุกครั้ง แต่ว่าคนที่ทำตรงนี้รัฐบาลไม่ได้สร้างเอง เราจ้างคนมาสร้าง คนที่มาสร้างในขณะที่มาประมูลงาน เขาก็มีคุณสมบัติครบ แต่พอระหว่างการทำงาน เราก็ต้องมานั่งดูว่า มีการเหมาช่วงไปให้ใคร ผู้รับเหมาที่เหมาช่วงไป เคยมีประสบการณ์ทำงานแบบนี้หรือไม่ เครื่องมือเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับผู้รับเหมาหลักหรือไม่ นี่คือเหตุที่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ มันเจอแน่นอนไม่ต้องห่วง มันจะต้องมีกระบวนการผิดพลาดในกระบวนการก่อสร้าง
ซึ่งเราก็ต้องไปดำเนินคดี หรือใช้สิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหายตรงนั้น แต่ในขณะนี้รัฐบาลไม่ได้ใช้ และไม่ได้บอกกรมทางหลวงว่าเขาผิดสัญญาข้อไหน แต่รัฐบาลบอกว่านี่เป็นภัยต่อสาธารณชน มีความเป็นอันตรายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก 4 ครั้งภายในระยะเวลา 10 เดือน เป็นต้น มองว่า อำนาจการตัดสินใจในทางปกครอง รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะให้แนวทางและนโยบาย แต่ต้องไม่นำมาผูกกับสัญญา ซึ่งสัญญาก็ต้องว่ากันไป ส่วนบริษัทคู่กรณีก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้
“แต่รัฐบาลไม่ให้ทำแล้วเจ้านี้ ในโครงการที่เกิดเหตุขึ้น แต่เราจะบอกไม่ให้ทำเลย หากมีอยู่ 14 โครงการ มันก็ไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่า 14 โครงการจะเกิดเหตุแบบนี้หรือไม่ ทางรัฐมนตรี จึงบอกว่า บริษัทนี้ที่รับงานในโครงการลักษณะทางยกระดับ ต้องหยุดต้องตรวจสอบ เราทำได้แค่นั้น” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า โครงการที่เกิดเหตุนี้ชัดเจน ว่า เป็นโครงการต่อเนื่อง ถนนพระราม 2 ทุกอย่างมาจากโครงสร้างทั้งหมด ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็เป็นโครงการต่อเนื่อง รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน อำเภอสีคิ้วจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นโครงการต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความเสียหายแบบเดียวกันหมด จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลบอกว่า “พอแล้ว” สำหรับบริษัทที่ดำเนินโครงการต่ำกว่ามาตรฐาน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากบริษัทคู่กรณีจะไปร้องศาลปกครองสามารถทำได้หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ตามสบาย” สามารถใช้สิทธิ์ไปดำเนินการได้ เพราะจะให้อยู่เฉย ๆ ก็คงไม่ใช่ ตนมองว่ายิ่งดี ยิ่งใช้คำสั่งทางปกครองยิ่งดี สอบกันไปเรื่อยๆ ยิ่งเห็นความผิดพลาด ซึ่งก็จะมีหน่วยงานอิสระ หน่วยงานทางเทคนิค เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อหาข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่า สรุปแล้วสาเหตุหลักมาจาก เครนลอนเชอร์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เป็นจุดที่อันตราย และวิกฤตในการก่อสร้างลักษณะนี้ ซึ่งจุดไหนที่เป็นจุดล่อแหลมในการเกิดอันตราย ก็ต้องใส่ใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ
“เมื่อสักครู่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่า มีจุดที่ก่อสร้างบางจุด ไม่ได้ดึง segment คอนกรีตให้แน่น เพื่อให้เป็นก้อนเดียวกันและให้เกิดความมั่นคง แต่ผู้รับเหมาดันปล่อยให้ห้อยอยู่แบบนั้น ปล่อยค้างแบบนั้น ตนมองว่าประมาทเลินเล่อ เมื่อวันนี้เกิดเหตุขึ้นแล้ว ตนจึงถามไปว่า แล้วทำไมถึงไม่ดึงให้แน่น ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่มีเวลาดึง ซึ่งแน่นอนว่าการก่อสร้างแบบนี้ทางหลวงอนุญาตให้ทำงานแค่เฉพาะเวลากลางคืน เพราะต้องปิดการจราจร แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อคุณยกแท่งคอนกรีตขึ้นไปแล้วคุณจะไม่ดึงให้แน่น และปล่อยให้ห้อยต่องแต่ง แล้วกลางวันเปิดการจราจรให้รถสัญจรไปมา ผมถือว่าเป็นการไม่ใส่ใจ สำหรับผมเรียกว่า ทั้งประมาทและเลินเล่อ ทำไมไม่ดึง ดึงไม่ได้ก็ต้องวางแผนใหม่ ทุกอย่างที่เป็นขั้นตอนของงาน ต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเปิดพื้นผิวการจราจร” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะไปซ้ำเติมใคร เราต้องช่วยกันทำให้ทุกอย่างปลอดภัยสูงสุด มีที่ไหนในโลกที่จะเกิดเหตุติดกัน 2 วันซ้อนโดยบริษัทเดียวกัน แบบนี้คงลงกินเนสบุ๊ค ดังนั้นจึงต้องใช้คำสั่งทางปกครอง เพราะถ้าหากใช้คำสั่งไปเรียกร้องทางแพ่ง ไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปีถึงจะจบ



















